ริยาฎ มะห์รัซ

ufa1688 มะห์รัซเกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1991 ที่เมืองซาร์แซล ประเทศฝรั่งเศส โดยมีพ่อเป็นชาวแอลจีเรียชื่ออะห์มัด และมีแม่เป็นลูกครึ่งแอลจีเรียกับโมร็อกโกชื่อศอลิฮะฮ์ มะห์รัซมีจิตใจรักในการเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยรูปร่างที่ผอมบาง จึงถูกปฏิเสธจากสโมสรต่าง ๆ ที่ไปร่วมทดสอบตั้งแต่เด็ก ต่อมาเมื่ออายุได้ 15 ปี พ่อก็เสียชีวิตไปด้วยโรคหัวใจ แต่มะห์รัซก็ไม่เลิกล้มในการที่จะเป็นนักฟุตบอล ด้วยการฝึกฝนกับอาอาแอ็ส ซาร์แซล ในฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 ก่อนจะย้ายไปแก็งแปร์ในอีก 5 ปีถัดมา ซึ่งยังคงเป็นสโมสรในระดับสมัครเล่นของฝรั่งเศสเทียบเท่ากับดิวิชัน 4 ของอังกฤษ มะห์รัซมีสถิติลงเล่นฤดูกาลแรก 22 นัด ยิงได้ 2 ประตู

จากการเล่นกับแก็งแปร์ ทำให้มะห์รัซได้ย้ายไปอยู่กับเลออาฟวร์ แต่ลงเล่นให้กับทีมสำรองอยู่ราว 3 ปี ก่อนจะได้ขึ้นไปเล่นในชุดใหญ่ และได้เล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกในปี ค.ศ. 2013 โดยมีผลงานลงเล่นไปทั้งหมด 67 นัด รวมทุกรายการ และยิงได้ 10 ประตู ก่อนที่เลสเตอร์ซิตีจะซื้อตัวไปด้วยราคา 400,000 ปอนด์ (ราว 20 ล้านบาท) ด้วยสตีฟ วอลช์ แมวมองของเลสเตอร์ซิตีตั้งใจไปที่เลออาฟวร์เพื่อดูการเล่นของไรอัน เมนเดส แต่ปรากฏว่ามะห์รัซเล่นได้โดดเด่นกว่า โดยในระยะแรกครอบครัวของมะห์รัซไม่เห็นด้วยกับการที่จะย้ายมาเล่นในอังกฤษ เนื่องจากเห็นว่ารูปแบบการเล่นของมะห์รัซเหมาะสมกับการเล่นในสเปนมากกว่า

ฤดูกาล 2015–16
ในฤดูกาล 2015–16 มะห์รัซเล่นได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมกับเพื่อนร่วมทีมหลายคน เช่น เจมี วาร์ดี หรือเอ็นโกโล ก็องเต ส่งผลให้เลสเตอร์ซิตีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และทำให้มะห์รัซได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอมาครองด้วย ซึ่งถือว่าเป็นคนแรกของเลสเตอร์ซิตีและนักฟุตบอลชาวแอฟริกาด้วยที่ได้รับรางวัลนี้ และทำให้หลายสโมสรในระดับใหญ่ต้องการตัว เช่น บาร์เซโลนา, แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, ทอตนัมฮอตสเปอร์ หรืออาร์เซนอล

ฤดูกาล 2016–17
ก่อนเริ่มฤดูกาล 2016–17 มะห์รัซตกเป็นข่าวอย่างมากว่าจะย้ายสโมสร โดยเฉพาะจะย้ายไปอาร์เซนอล เช่นเดียวกับเจมี วาร์ดี แต่ท้ายสุดทั้งคู่ก็ยังคงอยู่กับเลสเตอร์ซิตีต่อไป ในนัดแรกของฤดูกาล เลสเตอร์เป็นฝ่ายบุกไปเยือนฮัลล์ซิตี สโมสรที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา ที่สนามเคซีสเตเดียม ซึ่งนับเป็นคู่แรกของการแข่งขันพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ และเป็นฝ่ายแพ้ไป 1-2 โดยที่มะห์รัซเป็นผู้ยิงจุดโทษให้กับสโมสรในนาทีที่ 47 ซึ่งเป็นประตูที่ทำให้เลสเตอร์ซิตีตีเสมอฮัลล์ซิตี

ไบรอัน คลัฟ

ufa1688 ไบรอัน คลัฟ (อังกฤษ: Brian Clough) อดีตผู้จัดการทีมฟุตบอลชาวอังกฤษผู้เป็นเสมือนตำนานของวงการฟุตบอลอังกฤษ มีชื่อเต็มว่า ไบรอัน โฮเวิร์ด คลัฟ (Brian Howard Clough) เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1935 ที่เมืองมิดเดิลสโบร ประเทศอังกฤษ เริ่มต้นเล่นฟุตบอลในตำแหน่งศูนย์หน้าให้กับทีมมิดเดิลสโบร ในปี ค.ศ. 1955 และได้ย้ายไปร่วมทีมซันเดอร์แลนด์ โดยมีสถิติการเล่นฟุตบอลในระดับสโมสรทั้งหมด 222 นัด ยิงได้ถึง 204 ประตู

ในระดับทีมชาติเคยติดทีมชาติอังกฤษตั้งแต่ชุดเยาวชน ทีมชาติชุดสำรอง และทีมชาติชุดใหญ่ในช่วงสั้น ๆ โดยเล่นให้เป็นจำนวน 2 นัด ในปี ค.ศ. 1959

คลัฟ เริ่มเป็นผู้จัดการทีมตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1967 หลังเลิกเล่นฟุตบอลจากปัญหาบาดเจ็บที่หัวเข่าในปี ค.ศ. 1962 โดยสร้างชื่อมาจากการเป็นผู้จัดการทีมดาร์บี เคาน์ตี และสามารถพาทีมดาร์บี เคาน์ตี ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลขนาดเล็ก คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ซึ่งเป็นแชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษ (ในขณะนั้น) ได้ในปี ค.ศ. 1971-ค.ศ. 1972 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

จากนั้น ย้ายมาคุมทีมนอตติงแฮม ฟอเรสต์ ในปี ค.ศ. 1975 และพาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ ถึง 2 สมัย ติดต่อกัน คือ ในปี ค.ศ. 1979 และ ค.ศ. 1980 นอกจากนี้แล้วยังพาทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1, ลีก คัพ และสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทำทีมไม่แพ้ทีมใดติดต่อกันนานถึง 42 นัด ซึ่งเป็นสถิติที่ยาวนานก่อนที่จะมาทำลายลงโดย ทีมอาร์เซนอลในอีกหลายปีต่อมา

อย่างไรก็ตาม คลัฟ ยังได้ชื่อว่าเป็น ผู้จัดการทีมที่มีอารมณ์ร้อนและวาทะที่ร้อนแรง จนได้รับฉายาว่า "กุนซือปากกรรไกร" โดยเฉพาะ ในปี ค.ศ. 1989 ในนัดที่ นอตติงแฮม ฟอเรสต์ เอาชนะ ทีมควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ในรายการลีก คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ คลัฟ ในฐานะผู้จัดการทีมนอตติงแฮม ฟอเรสต์ ได้วิ่งลงไปชกแฟนบอล 2 คนที่วิ่งลงมาในสนาม ซิตี กราวนด์ จนถูกทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ลงโทษด้วยการปรับเป็นเงิน 5,000 ปอนด์ (ประมาณ 375,000 บาท)

แต่ในการเป็นผู้จัดการทีมลีดส์ ยูไนเต็ด นั้น คลัฟไม่ประสบความสำเร็จเสียเลย โดยทำหน้าที่เพียง 44 วันเท่านั้น ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน ค.ศ. 1974 ตั้งแต่เมื่อเดินทางมาถึง คลัฟได้บอกให้บรรดานักฟุตบอลของทีมทิ้งถ้วยรางวัลและเหรียญตราต่าง ๆ ที่ได้มาหมดเสียเพราะได้มาด้วยการโกง อีกทั้งก่อนหน้านั้นคลัฟก็ได้เรียกร้องให้ทีมปรับผู้จัดการคนเก่า คือ ดอน เรวีส์ ทิ้งเสียเพราะทีมในขณะนั้นมีการเล่นขี้โกงจนเป็นนิสัย นั่นทำให้คลัฟไม่ได้รับการยอมรับจากนักฟุตบอล โดยมีสถิติชนะเพียงแค่นัดเดียวจากทั้งหมด 6 นัด อยู่ในอันดับ 4 จากท้ายตารางคะแนน ทั้งที่ฤดูกาลที่แล้ว ลีดส์ ยูไนเต็ด เป็นแชมป์เก่า ซึ่งในช่วงเวลานี้ถูกเรียกว่าเป็น "นรกแตก" สำหรับชีวิตของไบรอัน คลัฟ ได้เลยทีเดียว

ไบรอัน คลัฟ เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 2004 ตรงกับวันจันทร์ ที่โรงพยาบาลในเมืองดาร์บี ด้วยโรคมะเร็งที่ช่องท้อง ในวัย 69 ปี ซึ่งหลังจากการเสียชีวิตของเขา ก่อนการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ก็ได้มีการยืนไว้อาลัยให้แก่การเสียชีวิตของเขาด้วย

ไบรอัน คลัฟ ได้ชื่อว่าเป็นผู้จัดการทีมชาวอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ไม่ได้คุมทีมชาติอังกฤษ ปัจจุบัน มีประติมากรรมที่สร้างจากทองแดงเพื่อระลึกถึงเขาที่หน้าสโมสรดาร์บี เคาน์ตี และ นอตติงแฮม ฟอเรสต์ อีกทั้งมีการตั้งชื่อถนนตามชื่อของเขาเพื่อเป็นเกียรติประวัติ และในปี ค.ศ. 2009 ได้มีการสร้างภาพยนตร์ที่ว่าด้วยถึงชีวประวัติของเขา ในชื่อเรื่องว่า The Damned United นำแสดงโดย ไมเคิล ชีน

 

นีล อีเทอริดจ์

ufa1688 นีล ลีโอนาร์ด ดูลา อีเทอริดจ์ (อังกฤษ: Neil Leonard Dula Etheridge เกิดวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1990) เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวฟิลิปปินส์​ ตำแหน่งผู้รักษาประตู ปัจจุบันเล่นให้กับคาร์ดิฟฟ์ซิตีและทีมชาติฟิลิปปินส์ โดยนีล อีเทอริดจ์ เคยเป็นผู้เล่นชุดเยาวชนของสโมสรฟุตบอลเชลซี​และฟูลัม และได้ลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของฟูลัมเป็นครั้งแรกในเดือนธันวาคม​ ค.ศ.​ 2011 ในการแข่งขันยูฟ่ายูโรปาลีก​นัดที่พบกับสโมสรฟุตบอลโอเด็นเซ จากเดนิชซูเปอร์ลีกา​ แต่หลังจากนั้นเขาก็ไม่มีโอกาสได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของฟูลัมอีกเลย​ ซึ่งระหว่างปี​ ค.ศ.​ 2008 ถึง​ ค.ศ.​ 2014 หรือตลอดช่วงเวลาที่เขาอยู่กับฟูลัม ส่วนใหญ่จะถูกปล่อยตัวให้ไปเล่นกับสโมสรอื่นอย่างชาร์ลตัน​ แอทเลติก, บริสตอล​ โรเวอส์, ครูว์​ อเล็กซานดรา​ หรือแม้แต่เลเธอร์เฮด​ ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลในลีกสมัครเล่น​ ด้วยสัญญายืมตัว​

หลังหมดสัญญากับฟูลัม​ในปี​ ค.ศ.​ 2014​ อีเทอริดจ์​ย้ายไปเล่นให้กับโอลดัม แอทเลติก ในอีเอฟแอลลีกวัน แต่ก็ไม่สามารถสอดแทรกตัวเองขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้​ โดยเขาถูกส่งลงสนามแค่​ 1​ นัด​ ในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยเอฟเอ โทรฟี​ ซึ่งเป็นฟุตบอลถ้วยรายการเล็กๆที่แข่งขันกันแค่สโมสรในระดับลีกวันและลีกทู​ เขาจึงย้ายไปเล่นให้กับชาร์ลตัน​ แอทเลติกอีกครั้​ง​ หลังจากเคยถูกยืมตัวมาแล้ว​ แต่ก็ยังเป็นแค่ผู้รักษาประตูมือสองของทีม

ปี​ ค.ศ.​ 2015​ อีเทอริดจ์​ ย้ายไปเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลวอลซอลล์ในลีกวัน และได้เป็นผู้เล่นตัวจริงตลอด​ 2​ ฤดูกาลกับสโมสร​ โดยฟอร์มการเล่นของเขาได้รับความสนใจจากหลายทีม​ เมื่อหมดสัญญากับวอลซอลล์เขาจึงได้ย้ายมาเล่นให้กับคาร์ดิฟฟ์​ ซิตีที่ลงแข่งขันในอีเอฟแอลแชมเปียนชิป​แบบไม่มีค่าตัว​และเป็นผู้เล่นตัวหลักของสโมสร​ที่มีส่วนในการพาสโมสรคว้าตำแหน่งรองแชมป์อีเอฟแอลแชมเปียนชิป​ฤดูกาล​ 2017–18​ และได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก

ฤดูกาล​ 2018–19​ เอเทอริดจ์​ ที่​เป็น​ผู้รักษาประตูตัวหลักของคาร์ดิฟฟ์​ ซิตี ได้รับการบันทึกว่าเป็นผู้รักษาประตูชาวฟิลิปปินส์และเป็นชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้​คนแรกที่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก และเป็นผู้รักษาประตูจากทวีปเอเชีย​คนที่สองที่ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีกต่อจากอะลี อัลฮับซี

ดีเอโก้ โรเบร์โต้ โกดิน

ufa1688  ดีเอโก้ โรเบร์โต้ โกดิน 
วันเกิด : 16 กุมภาพันธ์ 1986 (อายุ 28)
เกิดที่ : โรซาริโอ
สัญชาติ : อุรุกวัย
ส่วนสูง : 185 ซม.
น้ำหนัก : 73 กก.
ตำแหน่ง : กองหลังตัวกลาง
สโมสรปัจจุบัน : แอต.มาดริด 
หมายเลขเสื้อ : 2

    ดีเอโก้ โกดิน เกิดที่เมือง โรซาริโอ, เจ้าตัวเริ่มต้นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรซีเอ.เซร์โร่ เมื่ออายุได้ 17 ปี และก็ฉายแววเด่นนับแต่นั้น จากนั้น โกดิน ขึ้นชั้นไปเล่นกับนิซิอองนาล ทีมระดับดิวิชั่น 1 ของอุรุกวัย พร้อมกับได้รับบาบาทหัวหน้าทีมภายในเวลาไม่นาน 

    ชื่อของ โกดิน ดังกระฉ่อนไปทั่วถึงดินแดนยุโรป ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2007 ปราการหลังดาวรุ่งในเวลนั้น ย้ายทีมไปหาความท้าทายใหม่ๆกับทีมดังในลา ลีกา กับบียาร์เรอัล พร้อมกับเซ็นสัญญยาว 5 ปี และก็ทำประตูได้ทันที หลังจากลงสนามให้ต้นสังกัดใหม่ได้แค่ 2 เกม ถึงแม้แมตช์ดังกล่าว "เรือดำน้ำสีเหลือง" จะพ่ายให้กับโอซาซูน่า 2-3 ก็ตาม 

    ทั้งนี้ โกดิน ประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับบียาร์เรอัล เพียงขวบปีแรกที่ย้ายมาร่วมทีม ด้วยการพาต้นสังกัดจบรองแชมป์ลา ลีกา ซึ่งนับเป็นสถิติที่ดีที่สุดของประวัติศาสตร์สโมสร พร้อมกับลงสนามให้ทีมถึง 24 นัด 

    โกดิน อัพเกรดตัวเองขึ้นไปอีกขั้น ภายหลังที่ย้ายมาอยู่กับทีมใหญ่กว่าอย่าง แอตเลติโก้ มาดริด ด้วยสัญญายาว 5 ปี ค่าตัวประมาณ 6.6 ล้านปอนด์ ในเดือนสิงหาคม 2010 โดยแนวรับอุรุกวัยฝากผลงานกับ "เรือดำน้ำ" ไว้ที่ 36 เกมกับ 3 ประตูู จากนั้น โกดิน เซ็นสัญญายาวอีกครั้งกับ "ตราหมี" ในปี 2013 ส่งผลให้กองหลังชื่อดังจะอยู่ยาวกับทีมไปจนถึงปี 2018 เลยทีเดียว ซึ่งโกดิน ได้ให้สัมภาษณ์ว่า "ผมมีความสุขอย่างที่สุดกับสโมสรแห่งนี้ นี่เป็นเหมือนบ้านของผม"

    ในเกมลา ลีกา นัดล่าสุด ซึ่งเป็นนัดส่งท้าย ฤดูกาล แอต.มาดริด ลงเล่นเกมชี้ชะตากับ บาร์เซโล่น่า ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2014 โดยขอแต่หนึ่งแต้มก็จะเป็นแชมป์ และก็เป็นโกดิน ที่โหม่งทำประตูให้กับ "ตราหมี" ไล่เจ๊า "บาร์ซ่า" เป็น 1-1 พร้อมกับช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี 
 

โรเบิร์ต เอิร์นชอว์

ufa1688 โรเบิร์ต เอิร์นชอว์ (อังกฤษ: Robert Earnshaw) อดีตนักฟุตบอลชาวเวลส์-แซมเบีย โดยเป็นผู้ที่ได้รับการบันทึกว่าเป็นนักฟุตบอลเพียงคนเดียวที่สามารถทำแฮตทริกได้ในการเล่นฟุตบอลอาชีพของอังกฤษในทุกระดับ ได้แก่พรีเมียร์ลีกและทั้ง 3 ดิวิชันของฟุตบอลลีก รวมถึงการยิงแฮตทริกได้ในเอฟเอคัพ, ลีกคัพและในนามทีมชาติ

โรเบิร์ต เอิร์นชอว์ เริ่มสร้างชื่อเสียงกับสโมสรฟุตบอลคาร์ดิฟฟ์ ซิตี และเคยเล่นในระดับพรีเมียร์ลีกกับสโมสรเวสต์บรอมวิช อัลเบียนและดาร์บี เคาน์ตี รวมถึงสโมสรอื่นๆในอังกฤษอย่างนอริช ซิตี, น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, แบล็คพูล นอกจากนี้ยังเคยเล่นฟุตบอลในประเทศอิสราเอลกับสโมสร มัคคาบี้ เทลอาวีฟ

ในช่วงปลายอาชีพนักฟุตบอลเอิร์นชอว์ เล่นฟุตบอลที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดาในเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ โดยเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลแวนคูเวอร์ ไวท์แคปส์ เป็นสโมสรสุดท้าย

ประวัติ
โรเบิร์ต เอิร์นชอว์ มีชื่อเล่นว่า เออร์นี เกิดวันจันทร์ที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1981 ในเขตมูฟูลิร่า จังหวัดคอปเปอร์เบลต์ สาธารณรัฐแซมเบีย เมื่อเขาอายุได้ 5 ปี ครอบครัวของเขาได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ประเทศมาลาวี โดยพ่อของเขา เดวิด เอิร์นชอว์ ทำงานเป็นผู้ใช้แรงงานในเหมืองถ่านหิน

ครอบครัวของเขาอยู่ที่มาลาวีได้ไม่กี่ปีก็ต้องย้ายถิ่นที่อยู่อีกครั้งในปลายปี ค.ศ. 1990 เมื่อพ่อของเขา เดวิด เสียชีวิตลง ริต้า เอิร์นชอว์ แม่ของเขาก็พาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่สหราชอาณาจักร โดยอาศัยอยู่ที่เมืองเบดวอส มณฑลแคร์ฟิลลี่, เวลส์

การย้ายที่อยู่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เขาต้องมาใช้ชีวิตนอกทวีปแอฟริกา และพบการใช้ชีวิตที่แตกต่างออกไปจากเดิมหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศหรือภาษา ทุกๆคนรอบตัวเขาพูดกันด้วยภาษาอังกฤษ ทำให้เขาต้องเรียนรู้และหัดพูดภาษาอังกฤษ

เอิร์นชอว์ ศึกษาในชั้นประถมที่โรงเรียนประถมเซนต์ เฮเลน และเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมคาร์ดินัล นิวแมนส์ โรมัน คาธอลิค ในเมืองพอนตี้พริดด์ และเริ่มเล่นฟุตบอลเมื่ออายุ 12 ปี โดยเข้าร่วมทีมระดับเยาวชนของท้องถิ่นลงแข่งขันฟุตบอลรายการต่างๆ

ตอตตีกับทีมชาติอิตาลี

ufa1688ทีมชาติอิตาลี ตอตตี ระหว่างเกมนัดชิง ยูโร 2000 ตอตตีลงเล่นให้ทีมชาติอิตาลีระหว่างปี 1998 ถึง 2006 โดยเป็นนักเตะที่ถูกเรียกตัวอย่างสม่ำเสมอ และมักจะได้รับเลือกให้เป็นตัวจริงของทีม เขาเล่นได้อย่างโดดเด่นในยูโร 2000 โดยพาทีมชาติเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศกับฝรั่งเศส และแม้ว่าทีมจะเป็นเพียงรองแชมป์ แต่ ตอตตี ก็ได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของนัดชิงชนะเลิศ รวมถึงเป็นหนึ่งในนักเตะทีมรวมดาราของรายการนี้ด้วย อย่างไรก็ตามในอีก 2 รายการใหญ่ถัดมาคือ ฟุตบอลโลก 2002 และ ยูโร 2004 ตอตตี ไม่สามารถแสดงผลงานได้อย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะในรายการหลัง ตอตตี มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ ถึงขั้นถ่มน้ำลายใส่หน้า คริสเตียน โพลเซ่น กองกลางทีมชาติเดนมาร์ก ทำให้เขาโดนแบนถึง 3 นัด และทีมชาติอิตาลีก็ตกรอบแรก ทำให้เขาถูกวิจารณ์อย่างหนักในฐานะเป็นนักฟุตบอลที่เป็นความหวังของทีม

อย่างไรก็ตาม ตอตตียังคงได้รับโอกาสรับใช้ชาติตามปกติ ในช่วง 3 เดือนก่อนแข่งฟุตบอลโลก 2006 ตอตตี ประสบอาการบาดเจ็บอย่างหนักจากการถูกเตะสกัดจนข้อเท้าซ้ายหัก แต่ก็ฟิตกลับมาทันเวลา และมีส่วนในการพาทีมชาติอิตาลี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก โดย ตอตตี ได้ลงเล่นครบทั้ง 7 นัด และช่วยส่งบอลให้เพื่อนทำประตู 4 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสถิติอันดับ 1 ของรายการ (ร่วมกับ ฮวน โรมัน ริเกลเม่ ของ อาร์เจนตินา) หนึ่งในช่วงเวลาสำคัญคือการยิงจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ในเกมกับ ออสเตรเลีย ในเกมรอบสอง โดย ตอตตี ยังได้รับเลือกให้ติดทีมรวมดาราของการแข่งขันหลังจบรายการนั้น

ตอตตีประกาศเลิกเล่นให้ทีมชาติไปแล้วตั้งแต่ปี 2007 และได้ทำการแขวนสตั๊ด Roma เกมสุดท้าย ต็อตติ ลงเล่นแทน โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ตั้งแต่นาที 54 สถิติในนัดสั่งลาคือ ผ่านบอล 22 ครั้งเป็นการทำทางสร้างสรรค์โอกาส 4 ครั้ง, แย่งบอลได้ 2 ครั้ง, เข้าสกัด 2 ครั้ง และเรียกฟาวล์ 1 ครั้ง

หลังจบเกม โรม่า เปิดเปิดโอกาสอดีตกองหน้าทีมชาติอิตาลี กล่าวสุนทรพจน์เปิดใจต่อหน้าสาวกเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะนักฟุตบอลอาชีพในปี 2018

เกียรติประวัติ
สโมสร
โรมา

เซเรียอา:
แชมป์: 2000-01
รองแชมป์: 2001-02, 2003-04, 2005-06, 2006-07, 2007-08, 2009-10
โกปปาอีตาเลีย:
แชมป์: 2006-07, 2007-08
รองแชมป์: 2002-03, 2004-05, 2005-06, 2009-10
ซูแปร์โกปปาอีตาเลียนา:
แชมป์: 2001, 2007
รองแชมป์: 2006, 2008, 2010
ทีมชาติอิตาลี
ฟุตบอลโลก:
แชมป์: 2006
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป:
รองแชมป์: 2000
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุต่ำกว่า 21 ปี:
แชมป์: 1996
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี:
รองแชมป์: 1995

รางวัลส่วนบุคคล
ฟีฟ่า 100 (125 นักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ เลือกโดย เปเล่)
ติดทีมรวมดารา ฟุตบอลโลก 2006
ติดทีมรวมดารา ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2000
นักฟุตบอล เซเรียอา แห่งปี:
2000, 2003
นักฟุตบอลอิตาลีแห่งปี:
2000, 2001, 2003, 2004, 2007
นักฟุตบอลดาวรุ่ง เซเรียอา แห่งปี:
1999
นักฟุตบอล เซเรียอา แห่งปีของ เกริน โดโร่:
1998, 2004
ดาวซัลโวสูงสุด เซเรียอา:
2006-07
ดาวซัลโวสูงสุดยุโรป (รองเท้าทองคำยุโรป):
2007
นักฟุตบอลแฟร์เพลย์แห่งปี เซเรียอา (ลูกบอลเงิน):
2007-08
โกลเด้นฟุต (เท้าทองคำ):
2010

ตอตตีกับทีมเยาวชน

ufa1688 นักเตะทีมเยาวชน ตอตตีเกิดและโตในย่านปอร์ตาเมโตรเนียของกรุงโรม เขาเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 4 ขวบ โดยมีนักฟุตบอลที่ชื่นชอบและเป็นแรงบันดาลใจในการเล่นคือ จูเซปเป จันนีนี ที่ถูกยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของทีมโรมาในเวลานั้น ในช่วงก่อนเข้าสู่อาชีพนักฟุตบอล ตอตตีเคยเข้าร่วมทีมเยาวชนของสมิตตรัสเตเวเรและโลดีจานี ก่อนจะมีโอกาสได้มาอยู่กับทีมเยาวชนโรมาในปี 1989 โดยในช่วงเวลานั้นมีทีมใหญ่ระดับโลกอย่างมิลานให้ความสนใจและยื่นข้อเสนอมายังตอตตีด้วย แต่เนื่องจากครอบครัวต้องการให้เขาอยู่กับทีมในบ้านเกิด จึงปฏิเสธทางมิลานและเลือกมาอยู่กับโรมาแทน

โรมา
ตอตตีลงเล่นในทีมเยาวชนของโรมา อยู่ 3 ปี จึงได้เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับสโมสรในปี 1992 และได้ลงเล่นเป็นตัวหลักของทีมในปี 1994 ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมในปี 1997 ในวัยเพียง 20 ปี ซึ่งถือว่าเป็นกัปตันทีมที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีม เขามีส่วนในการพาทีมคว้าแชมป์อิตาลี หรือ สคูเด็ตโต้ ในปี 2001 โดยลงเล่นไป 30 นัด และยิงได้ 13 ประตู จากความโดดเด่นในการเล่น และการเป็นชาวโรมันโดยกำเนิด ทำให้ ตอตตี ได้รับการยกย่องจากแฟนบอล โรมา ให้เป็นนักเตะสัญลักษณ์ของทีมมาจนถึงปัจจุบัน

ในฐานะกัปตันทีม ตอตตีคือนักเตะที่มีโอกาสสัมผัสถ้วยรางวัลกับทีมมากที่สุด นอกเหนือจากการได้แชมป์อิตาลี ยังมีแชมป์โคปปา อิตาเลีย และ ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียนา อย่างละ 2 ครั้ง และในฐานะส่วนบุคคล ตอตตี ได้รับรางวัลนักฟุตบอลแห่งปีของอิตาลี 5 สมัย ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาล รวมถึงรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของ เซเรียอา 2 สมัย ก็เป็นสถิติสูงสุด (ร่วมกับ กาก้า และ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช) เช่นกัน

หนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในแง่ส่วนบุคคลของตอตตี คือในฤดูกาล 2006-07 โดยเขายิงไป 26 ประตูในเซเรียอา ทำให้เขาคว้ารางวัลดาวซัลโวของ อิตาลี และของยุโรป แม้ว่าตลอดระยะเวลาลงเล่นอาชีพ ตอตตี จะประสบกับอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยครั้ง แต่เขาก็ยังเป็นเจ้าของสถิติลงเล่น และทำประตูมากที่สุดตลอดกาลของทีม ปัจจุบัน ตอตตี ลงเล่นให้ โรมา ในทุกรายการไป 605 นัด และยิงได้ 259 ประตู (นับเฉพาะในลีก ลงเล่น 469 นัด และยิงได้ 204 ประตู)

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2009 ตอตตีออกมาเปิดเผยว่าเขาได้เซ็นสัญญาฉบับใหม่ระยะยาว 5 ปีกับโรมา โดยสัญญาจะหมดในปี 2014 และมีเงื่อนไขให้เขารับตำแหน่งผู้อำนวยการของทีมต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปี หลังจากที่เขาตัดสินใจเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพไปแล้ว หาก ตอตตี อยู่กับทีมจนครบข้อตกลงดังกล่าว เท่ากับว่าเขาจะใช้ชีวิตอยู่กับ โรมา นานถึง 30 ปีเลยทีเดียว ซึ่งทางสโมสรได้ออกมาแถลงเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวอย่างเป็นการทางในวันที่ 16 ธันวาคม 2009

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2011 ตอตตีทำได้ 2 ประตู ในเกมที่เสมอกับฟิออเรนตีนา 2-2 ทำให้เขากลายเป็นนักฟุตบอลคนที่ 6 ในประวัติศาสตร์ถัดจากซิลวีโอ ปีโอลา, กุนนาร์ นอร์ดาห์ล, จูเซปเป เมอัซซา, โชเซ่ อัลตาฟีนี และ โรแบร์โต้ บัจโจ ที่สามารถทำประตูใน เซเรียอา ได้ครบ 200 ประตู หลังจากนั้น ตอตตี ก็ยังคงทำประตูอย่างต่อเนื่องมาเรื่อยๆ กระทั่งถึงวันที่ 17 มีนาคม 2013 เขาสามารถยิงประตูได้ถึง 226 ประตูในลีก ทำสถิติเป็นนักเตะที่ยิงประตูได้สูงสุดของ เซเรียอา เป็นอันดับ 2 ตลอดกาล

ฟรันเชสโก ตอตตี

ufa1688 ฟรันเชสโก ตอตตี (อิตาลี: Francesco Totti) เกิดเมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1976 เป็นอดีตนักฟุตบอลชาวอิตาลี สโมสรสุดท้ายที่ลงเล่นให้คือโรมาในกัลโชเซเรียอา ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นสโมสรเดียวในอาชีพค้าแข้งของเขา ในตำแหน่งกองหน้าตัวต่ำ ตอตตี มีความสามารถและเทคนิคในการเล่นฟุตบอลสูง มีจุดเด่นคือเปิดบอลได้อย่างแม่นยำ ยิงไกลและยิงฟรีคิกได้รุนแรง ปัจจุบันเขาถือเป็นนักเตะสัญลักษณ์ของทีม เป็นกัปตันทีม รวมทั้งเป็นเจ้าของสถิติลงเล่นและทำประตูให้ทีมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทีมเคยมีมา

ตอตตีนับว่าเป็นนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดคนหนึ่งของอิตาลี เขาเคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2006 และรองแชมป์ยูโร 2000 โดยได้รับเลือกให้ติดทีมออลสตาร์ทั้งสองรายการ ในส่วนของรางวัลส่วนบุคคล เขาเป็นเจ้าของสถิติรางวัลนักฟุตบอลอิตาลีแห่งปี 5 สมัย และนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของ เซเรียอา 2 สมัย และได้รับคัดเลือกจาก เปเล่ ให้เป็น 1 ใน 125 นักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อปี 2004

ปัจจุบัน ตอตตียังทำสถิติเป็นอันดับ 1 ของการยิงประตูใน เซเรียอา โดยทำไป 226 ประตู และเป็นอันดับที่ 2 ตลอดกาลในประวัติศาสตร์ของลีก

รูปแบบการเล่น
ตำแหน่งโดยธรรมชาติของตอตตีคือ คอยสร้างสรรค์เกมอยู่หลังศูนย์หน้า หรือ เพลย์เมกเกอร์ (อิตาลี: trequartista) ซึ่งในระดับสโมสรเขาได้เล่นในช่วงระหว่างปี 1997-2005 ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็นศูนย์หน้าเต็มตัวในปี 2006 และยังคงเล่นอยู่ในตำแหน่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน แม้จะลงเล่นในฐานะกองหน้าตัวต่ำ แต่เขาก็มักหาโอกาสทำประตูเองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งต่างจากในทีมชาติอิตาลี ที่มักจะพยายามส่งบอลให้เพื่อนทำประตูมากกว่า ลูกส่งที่เขามักใช้คือการผ่านบอลแบบทะลุช่อง

โดยทั่วไป ตอตตีเป็นผู้เล่นที่มักเก็บบอลไว้กับตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเล่นให้โรมา และพยายามหลอกล่อฝ่ายตรงข้าม ชอบเล่นบอลจังหวะเดียวทั้งการยิงและจ่าย นอกจากนี้เขายังได้รับหน้าที่เป็นคนยิงจุดโทษของ โรมา และมักจะเป็นตัวเลือกลำดับต้น ๆ ในการเล่นลูกตั้งเตะ ทั้งลูกฟรีคิก และ เตะมุม ในส่วนของการทำประตู เขามักจะใช้การยิงอัดโดยเน้นความแรง แต่ก็ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นนักเตะที่ชิพบอลได้ดี และบ่อยครั้งที่สุดคนหนึ่ง

ชีวิตส่วนตัว

ตอตตี ในปี 2007
ตอตตีสมรสกับอิลารี บลาซี นางแบบ และ พิธีกรโทรทัศน์ ชื่อดังของอิตาลี ในปี 2005 ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 2 คน คนโตเป็นผู้ชายชื่อ คริสเตียน ส่วนคนเล็กเป็นผู้หญิงชื่อ ชาแนล โดยตั้งแต่หลังจากภรรยาคลอดบุตรคนแรก ตอตตี จะฉลองการทำประตูได้ด้วยการดูดนิ้วโป้งทุกครั้ง ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นการทำท่าเลียนแบบการดูดจุกนมของบุตรชาย ก่อนจะมีการเปิดเผยภายหลังว่าเป็นการกล่าวถึงภรรยาของเขาเองที่ชอบดูดนิ้วตัวเองบ่อยๆ

ในอดีต ตอตตีเคยเป็นพรีเซนเตอร์ให้เครื่องดื่มเป๊ปซี่ โดยถ่ายโฆษณาหลายชิ้น ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือโฆษณาชุดนักสู้กลาดิเอเตอร์ ที่ถ่ายทำร่วมกับ เดวิด เบ็คแฮม, โรนัลดินโญ่, โรแบร์โต้ คาร์ลอส และ ราอูล กอนซาเลซ ด้วยความที่เป็นสายเลือดโรมันโดยตรง เขายังเคยถ่ายโฆษณาให้กับเครือข่ายโทรศัพท์โวดาโฟน ร่วมกับ เจนนาโร่ กัตตูโซ่ รวมถึงผลิตภัณฑ์รองเท้า ไนกี้ และเดียดอร่า ที่เขาเคยใช้สวมใส่ขณะเล่นฟุตบอล

นอกเหนือจากนี้ ตอตตียังเคยได้รับเลือกให้เป็นทูตขององค์กรยูนิเซฟ ในปี 2003 และร่วมโครงการหมู่บ้านเพื่อเด็กยากไร้ของฟีฟ่า ในปี 2006 โดยอีกหนึ่งในกิจกรรมการกุศลเพื่อช่วยเหลือเด็กคือการออกหนังสือเกี่ยวกับมุขตลกที่เขาเขียนเอง ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นหนังสือขายดีติดตลาด และเขายังได้นำเรื่องที่เขียนมาถ่ายทอดผ่านวิดีโอที่ถ่ายทำร่วมกับเพื่อน ๆ ในทีมชาติอิตาลี โดยมี อาเลสซันโดร เดล ปีเอโร, อเลสซานโดร เนสต้า, จันลุยจี บุฟฟอน, กริสเตียน วีเอรี, มาร์โก เดลเว็คคิโอ และอันโตนีโอ กัสซาโน ร่วมแสดงด้วย

แพร์ แมร์เทิสอัคเคอร์

ufa1688 แพร์ แมร์เทิสอัคเคอร์  เกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 1984 เป็นนักฟุตบอลชาวเยอรมัน เคยลงเล่นให้กับ อาร์เซนอล ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ และเคยติดทีมชาติเยอรมนีด้วย โดยแมร์เทิสอัคเคอร์นั้นเคยเป็นผู้เล่นชุดเยาวชนของ ฮันโนเฟอร์ 96 ในบุนเดิสลีกา ก่อนจะได้ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2003

หลังจบฟุตบอลโลก 2014 ที่เยอรมนีได้แชมป์โลกสมัยที่ 4 แมร์เทิสอัคเคอร์ได้ประกาศยุติการเล่นให้กับทีมชาติไปด้วยวัย 29 ปี โดยจะไปทุ่มเทให้กับสโมสรอย่างเต็มที่ พร้อมกับรับตำแหน่งรองกัปตันทีม

ซึ่งในฤดูกาล 2014–15 นั้น แมร์เทิสอัคเคอร์ ทำหน้าที่กัปตันทีมแทบจะทุกนัดที่ลงแข่ง เนื่องจาก มีเกล อาร์เตตา กัปตันทีมตัวจริงของอาร์เซนอลได้รับบาดเจ็บเกือบทั้งฤดูกาล ในเอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศ แมร์เทิสอัคเคอร์ เป็นผู้โหม่งทำประตูจากลูกเตะมุมได้ในนาทีที่ 62 นับเป็นประตูที่ 3 เมื่อจบการแข่งขัน อาร์เซนอลเป็นฝ่ายเอาชนะ แอสตันวิลลา ไปได้มากถึง 4–0 ทำสถิติเป็นแชมป์รายการนี้มากที่สุด คือ 12 ครั้ง และเมื่อขึ้นรับถ้วยรางวัล แมร์เทิสอัคเคอร์ยังเป็นผู้รับถ้วยร่วมกับอาร์เตตาอีกด้วย 

ในฤดูกาล 2016–17 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมแทนที่อาร์เตตาที่ยุติการเล่นไป แต่ทว่าตัวของแมร์เทิสอัคเคอร์เองได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าไม่อาจลงเล่นได้ในช่วงต้นฤดูกาล และปรากฏว่าตลอดทั้งฤดูกาล แมร์เตซัคเกอร์ลงเล่นได้เพียงแค่ 31 นาทีเท่านั้น จนกระทั่งจบฤดูกาล ในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ 2017 กับเชลซี ซึ่งได้แชมป์พรีเมียร์ลีกมาก่อนหน้านั้นไม่นาน เนื่องจากกองหลังตัวจริงทั้งหมดบาดเจ็บหรือติดโทษแบน แมร์เตซัคเกอร์จึงต้องลงเล่นแทน และปรากฏว่าเล่นได้ดี สามารถสกัดลูกในจังหวะอันตราย ๆ ได้หลายครั้งจนได้รับคำชม ส่งให้อาร์เซนอลเอาชนะไปได้ในที่สุด และเป็นแชมป์เอฟเอคัพสมัยที่ 13 นับว่าเป็นสโมสรที่ได้แชมป์รายการนี้มากที่สุด จากนั้นเพียงหนึ่งสัปดาห์แมร์เตซัคเกอร์ประกาศเลิกเล่นและขอผันตัวเองไปทำหน้าที่อย่างอื่น โดยเล่นให้กับอาร์เซนอลทุกรายการทั้งหมด 210 นัด ได้แชมป์เอฟเอคัพทั้งหมด 3 สมัย ต่อมา อาร์เซนอลได้ประกาศให้แมร์เทิสอัคเคอร์เป็นผู้จัดการทีมเยาวชนของอาร์เซนอลตั้งแต่ฤดูกาล 2017–18 และตั้งใจจะเลิกเล่นหลังจบฤดูกาลนี้

เกฟิน เดอ เบรยเนอ

ufa1688 เกฟิน เดอ เบรยเนอ  เกิดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1991 เป็นนักฟุตบอลชาวเบลเยียมที่พูดภาษาเฟลมิช (ภาษาดัตช์ถิ่นเบลเยียม) เป็นภาษาหลัก ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตีและทีมชาติเบลเยียมในตำแหน่งกองกลางตัวรุกหรือปีก

เดอ เบรยเนอเริ่มต้นอาชีพการเป็นนักฟุตบอลกับสโมสรกาแอร์เซ แค็งก์ (KRC Genk) ได้เป็นผู้เล่นตัวจริงและมีส่วนช่วยให้ทีมสามารถคว้าแชมป์เบลเจียนโปรลีก ฤดูกาล 2010–11 ได้สำเร็จ ในปี ค.ศ. 2012 ย้ายมาเล่นให้กับสโมสรเชลซี แต่ก็ตกเป็นตัวสำรองและยังถูกส่งให้สโมสรแวร์เดอร์เบรเมินยืมตัวด้วย ต่อมาในปี ค.ศ. 2014 ตกลงเซ็นสัญญาร่วมว็อลฟส์บวร์คด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์

เดอ เบรยเนอลงเล่นให้กับทีมชาติเบลเยียมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2010 และจนถึงปัจจุบันได้ลงเล่นแล้วมากกว่า 20 นัด เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติเบลเยียมที่เข้าไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014

ในต้นฤดูกาล 2015–16 เดอ เบรยเนอได้ย้ายมาสู่แมนเชสเตอร์ซิตีในพรีเมียร์ลีกด้วยค่าตัว 55 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,960 ล้านบาท) และสัญญา 6 ปี และยิงประตูแรกในพรีเมียร์ลีกให้แก่แมนเชสเตอร์ซิตีได้ในนัดที่ 6 ของฤดูกาล ที่แมนเชสเตอร์ซิตีพบกับเวสต์แฮมยูไนเต็ดที่สนามเอติฮัดสเตเดียม โดยเป็นฝ่ายแพ้ไป 1-2 ประตู

สโมสรอาชีพ
แค็งก์
เดอ เบรยเนอ เริ่มอาชีพของเขากับสโมสรบ้านเกิด KVV Drongen ในปี 2003 สองปีต่อมาเขาได้เข้าร่วมกับเกนต์ และย้ายไปที่แค็งก์ในปี 2005 เดอ เบรยเนอ ยังคงพัฒนาการของเขาในการตั้งค่าเยาวชนของพวกเขาและได้รับรางวัลสำหรับความก้าวหน้าของเขา ในปี 2008

เดอ เบรยเนอ เปิดตัวกับแค็งก์ด้วยความพ่ายแพ้ 3-0 ที่ ชาร์เลอรัว ที่ 9 พฤษภาคม 2009 หลังจากยอมรับว่าตัวเองอยู่ในทีมในฤดูกาลถัดไป ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 เดอ เบรยเนอคะแนนเป้าหมายแรกของสโมสรซึ่งทั้งสามคะแนนสำหรับแค็งก์ใน 1-0 ชนะสตองดาร์ด ลีแอช เขายิงได้ห้าประตูและช่วย 16 นัดในการแข่งขันลีก 32 นัดในฤดูกาล 2010-11 ขณะที่แค็งก์ครองตำแหน่งแชมป์เบลเยี่ยมเป็นครั้งที่สาม เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2554 เดอ เบรยเนอ ยิงแฮตทริกครั้งแรกของเขาให้กับแค็งก์ที่เจอกับกลึบบรึคเคอซึ่งจบลงด้วยการชนะในอันดับที่ 4-5 ของแค็งก์ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2555 เดอ เบรยเนอ ยิงรั้งกับเอาด์-เฮเฟอร์เลเลอเฟินในการชนะ 5-0 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2012 เดอ เบรยเนอ ทำประตูแรกของเขาที่แค็งก์หลังจากที่ตกลงย้ายไปเชลซีและยังช่วยทำประตูอื่น ๆ ในการเอาชนะให้มอนส์ 1-2 เดอบรูอินจบฤดูกาลด้วยการตัดคะแนนในชัยชนะ 3-1 เขาสิ้นสุดการค้าแข้งในลีกเบลเยียมไปด้วยการยิง 28 ประตู

เชลซี
เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2012 ในวันสุดท้ายของการซื้อขายฤดูหนาวสโมสรพรีเมียร์ลีกเชลซีและเก็นค์ประกาศการลงนามอย่างถาวรของ เดอ เบรยเนอ โดยมีค่าเซ็นสัญญาในราคา 7 ล้านปอนด์ เขาเซ็นสัญญาห้าปีครึ่งที่ สแตมฟอร์ดบริดจ์ แต่จะอยู่ที่แค็งก์ตลอดฤดูกาล 2011-12 เดอ เบรยเนอ บอกเว็บไซต์ของสโมสรว่า "การมาเป็นทีมอย่างเชลซีเป็นความฝัน แต่ตอนนี้ผมต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้ระดับที่จำเป็น" ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2012 เดอ เบรยเนอ ได้เปิดตัวกับเชลซีในนัดกระชับมิตรกับเมเจอร์ลีกซอกเกอร์ (MLS) ฝั่งซีแอตเทิลซาวน์เดอร์สชนะ 4–2 เดอ เบรยเนอยังเล่นครึ่งแรกกับยักษ์ใหญ่ลีกเอิง 1 ปารีสแซงต์แชร์กแมงที่สนามกีฬาแยงกีนิวยอร์ก