ประวัติ เอแดร์ มาร์ตินส์

ชื่อเต็ม : คิลิย็อง เอ็มบัปเป้

วันเกิด: 20 ธันวาคม ค.ศ. 1998 (18 ปี)

เกิดที่ : บรูงดี้, ฝรั่งเศส

สัญชาติ : ฝรั่งเศส

ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร

ตำแหน่ง : กองหน้า

ประวัติส่วนตัว

          เอ็มบัปเป้ เริ่มเล่นบอลนัดแรกให้กับทีมสมัครเล่นอย่าง เอเอส บรูงดี้ ที่พ่อของเขารับหน้าที่เป็นโค้ชฝึกสอน ก่อนที่เจ้าตัวจะแสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มเหนี่ยวจนฟอร์มไปเตะตา 2 ทีมยักษ์ใหญ่อย่าง เรอัล มาดริด และ บาเลนเซีย จากสเปนแต่ในที่สุดแล้วเจ้าตัวก็เลือกที่จะย้ายไปอยู่กับอคาเดมี่ของ โมนาโก สโมสรในประเทศบ้านเกิดในปี 2013 ปัจจุบันเจ้าตัวทำผลงานได้ดีเยี่ยมจนถูก ดิดิเยร์ เดชองส์ เรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โมนาโก (2015/16)

          หลังจาก เอ็มบัปเป้ บ่มเพาะความสามารถกับทีมชุดสำรองของโมนาโก อยู่ถึง 2 ปีในที่สุดโอกาสในการโลดแล่นบนลีกสูงสุดอย่าง ลีก เอิง ก็มาถึงเมื่อเขาได้ลงเปิดฉากสนามในวันนี้ 2 ธันวาคม 2015 โดยลงมาแทนที่ของ ฟาบิโอ โคเอนเทรา ในนาทีที่ 88 เกมที่เปิดรังสต๊าด หลุยส์ เดอซ์ เจ๊ากับ ก็อง 1-1 ซึ่งจากการลงสนามในเกมวันนั้นทำให้เจ้าหนูวันเดอร์คิดส์รายนี้สร้างสถิติเป็นแข้งที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีก เอิง แซงหน้าเจ้าของสถิติเดิมอย่าง เธียร์รี่ อองรี ที่เคยสร้างไว้เมื่อ 21 ปีที่แล้ว โดย เอ็มบัปเป้ ได้สร้างสถิติใหม่ทิ้งไว้ด้วยวัยเพียงแค่ 16 ปี 374 วัน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ mbappe monaco contract

          20 กุมภาพันธ์ 2016 หลังจากได้รับโอกาสลงสนามมาเรื่อยๆเจ้าตัวก็สามารถปลดล็อคประตูแรกได้เป็นสำเร็จในช่วงทดเวลาบาดเจ็บแมตช์ที่เปิดบ้านเอาชนะ ทรัวส์ 3-1 หลังจากเกมวันนั้นทำให้ เอ็มบัปเป้ ได้สร้างสถิติอันน่าทึ่งอีกอย่างก็คือแปลงเป็นนักเตะประวัติศาสตร์ของ โมนาโก ที่เบิกสกอร์ได้เร็วที่สุดด้วยวัยเพียง 17 ปี 62 วัน

          6 มีนาคม 2016 ได้รับข้อเสนอเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพตรงเวลา 3 ปีด้วยกันทำให้เจ้าหนู เอ็มบัปเป้ จะอยู่โยงค้าแข้งกับต้นสังกัดไปจนถึงมิถุนายน 2019 โดยเจ้าหนูคนนี้ได้รับเสื้อหมายเลข 29 

ฤดู (2016/17)

          หลังจากได้รับสัญญาเป็นนักเตะอาชีพเรียบร้อยแล้วไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังเพราะว่างัดฟอร์มออกมาโชว์ได้อย่างสุดติ่งและเจ้าตัวก็สามารถซัดแฮทริคแรกได้เป็นสำเร็จเกมถล่ม แรนส์ แบบขาดลอยถึง 7-0 ในศึก เฟรนช์ คัพ รอบ 16 ทีมสุดท้ายและทำให้ เอ็มบัปเป้ แปลงเป็นผู้เล่นคนปัจจุบันที่ซัดแฮทริคในรายการนี้ได้หลังจาก ซอนนี่ แอนเดอร์สัน เคยทำไว้เมื่อปี 1997

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

          11 กุมภาพันธ์ 2017 จารึกประวัติศาตร์คนใหม่ได้อีกรอบเนื่องจากว่า เอ็มบัปเป้ จัดการกดอีกหนึ่งแฮทริคแต่คราวนี้เกิดทำได้ในลีก เอิง แมตช์เปิดบ้านเอาชนะ เม็ตช์ 5-0 ทำให้ดาวรุ่งพุ่งแรงคนนี้เปลี่ยนเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถซัดแฮทริคด้วยอายุอานามแค่ 18 ปี 2 เดือนเท่านั้นแซงหน้า เจเรมี่ เมเนซ ที่เคยทำไว้สมัยค้าแข้งอยู่กับ มงต์เปลลิเย่ร์ เมื่อปี 2005

          21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้โอกาสลงเล่นบอลถ้วยใหญ่ของยุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกและไม่ทำให้แฟนคลับผิดหวังอีกตามเคยเพราะว่าเจ้าตัวสามารถเบิกสกอร์ได้เหมือนที่ผ่านๆมาด้วยการฮาล์ฟวอลเลย์สุดสวยใส่ทีมอย่าง แมนฯซิตี้ ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเลกแรกแม้เกมนัดนั้นเจ้าตัวจะไม่สามารถพาทีมคว้าชัยมาได้แต่เจ้ายังคงได้จารึกสถิติอีกอย่างนึงก็คือแปลงเป็นผู้เล่นคนที่สองที่เบิกสกอร์ได้เร็วที่สุดในรายการนี้เป็นรองเพียงแค่ คาริม เบนเซม่า หัวหอกรุ่นพี่คนเดียวเพียงแค่นั้นและวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมาในเกมเลกสองของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เปิดบ้านพบ แมนฯซิตี้ และเจ้าหนูคนนี้ก็เบิกร่องซัดให้ต้นสังกัดเป็นข้างขึ้นนำก่อน 1-0 เพียงแค่ 8 นาทีเท่านั้นโดยเกมคู่นี้จบลงที่โมนาโก เปิดบ้านเอาชนะคู่แข่งจากแดนผู้ดีไป 3-1 ทำให้จ่าฝูงของลีก เอิง พลิกนรกผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จด้วยสกอร์รวม 6-6 แต่โมนาโก ผ่านเข้ารอบเพราะว่าตุนอเวย์โกลไว้ได้มากกว่าในเกมแรก ด้วยผลงานอันร้อนแรงเช่นนี้ทำให้เจ้าตัวได้รับฉายานามว่าเป็น นิว อองรี เลยทีเดียว

ทีมชาติฝรั่งเศส

          เอ็มบัปเป้ เคยพาทีมชาติฝรั่งเศสชุดเยาวชนคว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรเปี้ยน แชมป์เปี้ยนชิพมาครอบครองได้สำเร็จด้วยการเอาชนะอิตาลี ไปแบบขาดลอย 4-0 เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมาซึ่งผลงานส่วนตัวในรายการนี้นั้น เอ็มบัปเป้ กดสกอร์ไป 5 เม็ดด้วยกัน ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมของเขานั้นทำให้ ดิดิเยร์ เดชองส์ บอสใหญ่ทีมตราไก่เรียก เอ็มบัปเป้ ติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นนัดแรกโดย ฝรั่งเศส มีคิวลงเตะบอลโลกรอบคัดเลือกในคืนวันศุกร์นี้ที่จะถึงนี้พบกับ ลักเซมเบิร์ก และจากรายงานปัจจุบันได้เผยว่า ดิดิเยร์ เดชองส์ พร้อมจะส่ง เอ็มบัปเป้ ลงเปิดฉากสนามเป็นนัดแรกอย่างแน่ๆ

ufa1688

 

ประวัติ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่

โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ หรือ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ บาร์โบซ่า จี โอลีเวย์ร่า เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1991 เขาเป็นเด็กหนุ่มที่เกิดและเติบโตขึ้นในเมือง มาเซย์โอ ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งที่อยู่ติดกับทะเล โดยเขาเติมโตขึ้นมาพร้อมกับความฝันที่เหมือนกับเด็กชายชาวบราซิลทุกคนคือต้องการที่จะเป็นนักฟุตบอล เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเองอยู่ถึงอายุ 14 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางเข้ามาทดสอบฝีเท้ากับทาง คลับ เด เรกาตัส สโมสรท้องถิ่นของประเทศบราซิล

เริ่มต้นเส้นนักฟุตบอลอาชีพ    ufa1688 
firmino-figueirense
ในวัยเด็กของ เฟอร์มิโน่ เขาเคยถูกเลือกให้เล่นในตำแหน่ง เซ็นเตอร์แบ็ค มาก่อน

ในช่วงแรกนั้นโค้ชผู้ฝึกสอนได้ตัดสินใจเลือกที่จะให้เขาเล่นฟุตบอลในตำแหน่ง แบ็คตัวเติมเกมส์ และ เซนเตอร์แบ็ค เพราะมีรูปร่างที่ใหญ่โตและเล่นลูกกลางอากาศได้อย่างดี แต่ยังไงก็ตามหลังจากที่ เฟอร์มิโน่ ได้ก้าวขึ้นมาติดทีมเยาวชนชุด U-18 บทบาทการเล่นของเขาก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนไป เพราะบรรดาโค้ชได้มองเห็นถึงเรื่องของหน่วยก้านแล้วจึงเชื่อกันว่าหากเขาได้เปลี่ยนตำแหน่งขึ้นไปเล่นในแนวรุกนั้นจะต้องกลายเป็นดาวเตะที่สามารถประสบความสำเร็จในอาชีพการค้าแข้งได้อย่างแน่นอน เฟอร์มิโน่ ทำผลงานออกมาได้อย่างหน้าประทับใจ จนถูกเรียกตัวให้ขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ของสโมสร คลับ เด เรกาตัส จนถูกจับตามองจากมากมายสโมสรในประเทศ จนกระทั่งในปี 2009 เขาได้ย้ายไปร่วมทีมกับสโมสร ฟิกูเรนเซ่ ในลีกซีเรีย บี ในฐานะของนักเตะแนวรุก เขาย้ายเขามาอยู่กับสโมสร ฟิกูเรนเซ่ และสามารถปรับตัวเข้ากลับสโมสรใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในฤดูกาลนั้นเขาสามารถทำผลงานออกมาได้อย่างสุดยอดเลยทีเดียว โดยเขามีส่วนช่วยทำให้ทีมสามารถเลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่ในลีกสูงสุดของประเทศบราซิลได้สำเร็จ หลังจากที่เขาสามารถพาสโมสรขึ้นมาเล่นอยู่ในลีกสูงสุดของประเทศบราซิลได้นั้น ทำให้สโมสรจากทวีปยุโรปได้ให้ความสนใจที่จะดึงตัว เฟอร์มิโน่ มาเสริมทัพ จนในที่สุดเป็นสโมสร ฮอฟเฟ่นไฮม์ ทีมจากบุนเดสลีก้า ที่สามารถซื้อตัวเขาไปร่วมทีมได้สำเร็จในปี 2010

ก้าวแรกใน บุนเดสลีก้า
firminio-hoffenheim
เฟอร์มิโน่ ตัดสินใจย้ายสโมสรมาเล่นให้กับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในศึกบุนเดสลีก้าส

เฟอร์มิโน่ ย้ายเข้ามาอยู่กับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในช่วงระยะเดือนธันวาคม 2010 โดยสัญญากับสโมสรใหม่ของเขาจะจบลงในเดือนมิถุนายน 2015 ด้วยความมุ่งมั่นและการปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างดีของเขา ทำให้เขาใช้เวลาเพียงแค่ 1 เดือนก็ได้รับโอกาสในการลงสนามในฐานะตัวสำรองในนาทีที่ 75 ซึ่ง เฟอร์มิโน่ ได้ลงสนามมาแทนที่ของ เซบาสเตียน รูดี้ ซึ่งไม่นานหลังจากที่เขาได้รับโอกาสลงสนามในวันนั้น วันที่ 16 เมษายน 2011 เขาก็สามารถทำประตูแรกให้กับทีมใหม่ในแดนเยอรมันได้สำเร็จ และยังเป็นประตูชัยช่วยให้ ฮอฟเฟ่นไฮม์ เอาชนะ ไอน์ทรัคซ์ แฟร้งค์เฟิร์ต ในการแข่งขันฟุตบอลลีก ศึกบุนเดสลีก้าไปได้
หลังต่อไป เฟอร์มิโน่ ต้องถูกดร็อปเป็นเพียงแค่ตัวสำรอง เพื่อเปิดทางให้กับ ชิเนดู โอบาซี่ หัวหอกชาวไนจีเรีย ได้มีโอกาสในการลงสนามอย่างเรื่อยๆ จนจบลงเดือนพฤศจิกายน 2011 เขาได้ทำการฝึกซ้อมอย่างหนัก จนได้รับโอกาสในการลงสนามจากเกมนัดตกค้างกับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น หลังต่อไปต่อมาเขาก็สามารถทำประตูให้กับสโมสรได้อีก 2 ประตู โดยทั้ง 2 ประตูนั้นได้มาจาก โวล์ฟสบวร์ก และ โบรุสเซีย มึนเซ่นกลัดบัค
จนกระทั่งในฤดูกาล 2012-2013 เฟอร์มิโน่ ทำผลงานออกมาได้อย่างสุดยอดจนสามารถกลับมายึดตำแหน่งตัวจริงในสนามได้ ด้วยฟอร์มการเล่นที่เขาโชว์ออกมาในสนามให้กับสาวกได้ชื่นชมกันนั้น โดยเขาสามารถจบซีซั่นดังกล่าวไปกับผลงานสุดร้อนแรงของตัวเองด้วยการลงสนาม 36 เกม และยังสามารถทำไปได้อีก 7 ประตู ด้วยผลงานอันสุดยอดเยี่ยมของ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ทำให้กัปตันทีมอย่าง อันเดรส เบ็ค ถึงขนาดต้องออกมาเชิดชูเขาว่าเป็นดาวเตะที่มีการพัฒนาฝีเท้าได้อย่างน่ามหัศจรรย์ จนทำให้สโมสร ฮอฟเฟ่นไฮม์ ไม่รอช้าเลือกที่จะขยายสัญญาของดาวเตคะแนวรุกคนนั้นไปยาวถึง 3 ปี จนทำให้ Season  2013-2014 เขามีส่วนช่วยให้สโมสรก้าวขึ้นไปจบอยู่ในอันดับที่ 4 ของ บุนเดสลีก้าได้อย่างงดงาม ในฤดูนี้ตัวเขาสามารถทำประตูไปได้ถึง 16 ลูกเลยทีเดียว โดยรวมแล้ว เฟอร์มิโน่ ได้ย้ายมาอยู่กับสโมสร ฮอฟเฟ่นไฮม์ เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 4 ปี และสามารถทำประตูให้กับสโมสรไปได้ถึง 38 ประตู จากการลงสสนามไปทั้งหมด 140 นัด
ด้วยฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นทำให้เขากลายเป็นนักฟุตบอลที่ถูกจับตามองจากสโมสรชั้นนำในทวีปยุโรปเป็นจำนวนมาก ซึ่งสุดท้ายแล้วเป็นสโมสร หงส์แดงลิเวอร์พูล ที่สามารถบรรลุข้อตกลงกับทาง ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในการซื้อตัว โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ไปได้ด้วยค่าตัว 29 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,450 ล้านบาท

สร้างความยิ่งใหญ่กับ หงส์แดง
firmino-liverpool
เฟอร์มิโน่ ตัดสินใจย้ายสโมสรอีกครั้งในปี 2015

ในช่วงวันที่ 23 มิถุนายน 2015 ขณะที่ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ กำลังช่วยทีมชาติบราซิล สู้ศึก โคปา อเมริกา 2015 ที่จัดขึ้นในประเทศชิลี ทางด้านสโมสร ฮอฟเฟ่นไฮม์ ได้ทำการรับข้อเสนอจากทางสโมสร หงส์แดงลิเวอร์พูล และได้ตกลงรายละเอียดต่างๆ กับทาง หงส์แดง รวมถึงทางรายละเอียดส่วนตัวของดาวเตะรายนี้ จึงทำให้ในฤดูกาล 2015 เฟอร์มิโน่ ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในถิ่น แอนฟิลด์ ทันที แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะลงสนามในสีเสื้อของ หงส์แดงลิเวอร์พูล ได้ เพราะของยังคงต้องรอการอนุมัติจาก เวิร์ค เพอร์มิต ก่อน
จนกระทั่งในวันที่ 9 สิงหาคม 2015 เฟอร์มิโน่ ได้รับโอกาสการลงสนามให้กับ หงส์แดง เป็นครั้งแรกโดยการเปลี่ยนตัวลงไปแทน จอร์ดอน ไอบ์ ในนัดที่ ทัพหงส์แดง บุกไปเยือนและเอาชนะ สโต๊ก ซิตี้ ไปได้ 1-0 ต่อมาในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2015 เขาได้รับโอกาสในการลงสนามเป็นตัวจริงด้วยการลงเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าของทีมและสามารถทำประตูแรกให้กับสโมสรได้สำเร็จ ซึ่งเป็นนั่นเป็นการแข่งขันที่สโมสรออกไปเยือนและเอาชนะ เรือใบสีฟ้า ไปได้ถึง 4-1 ซึ่งเขาใช้เวลาเพียงไม่นานมากนักก็สามารถที่จะระเบิดฟอร์มสุดยอดของตัวเองออกมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก และยังสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมไปได้แบบรวดเร็ว พร้อมกันนี้เขายังกลายเป็นที่รักของสาวกอย่างมากมายเลยทีเดียว
ในฤดูกาล 2016-2017 เฟอร์มิโน่ ได้รับการไว้วางใจจาก เจอร์เก้น เยือร์เกิน คล็อพ ในการลงสนามช่วยทีมอย่างเรื่อยๆในตำแหน่งหน้าเป้า โดยเขาสามารถทำผลงานในตำแหน่งนี้ออกมาได้อย่างดีแบบน่าเหลือเชื่อ ทั้งการทำประตูและการอ่านเกมต่างๆ โดยเขาสามารถทำประตูแรกฤดูกาล 2016-2017 ในนัดที่ หงส์แดงลิเวอร์พูล เอาชนะ เบอร์ตันอัลเบียน ในการแข่งขัน อีเอฟแอลคับไปถึง 5-0 ช่วยให้ทีมสามารถผ่านเข้ารอบ 3 ได้สำเร็จ ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2016 เฟอร์มิโน่ สามารถทำประตูเพิ่มให้กับตัวเองได้อีก 2 ประตู ในการแข่งขัน  Premier League  นัดเปิดบ้านแอนฟิลด์ ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ ไปถึง 4-1 หลังต่อไปเป็นต้นมา เฟอร์มิโน่ ก็สามารถถล่มประตูได้อย่างไม่หยุดมาโดยตลอด และยังเป็นส่วนร่วมที่พาสโมสรก้าวขึ้นไปจบในอันดับที่ 4 ของตารางคะแนน Premier League  ได้สำเร็จ ด้วยการลงสนาม 35 นัด และทำไปได้ถึง 11 ประตู

การเปลี่ยนแปลง เบอร์ 11 สู่เบอร์ 9
firmino-liverpool-number9
เฟอร์มิโน่ ตั้งสินใจเปลี่ยนมาสวมเบอร์ 9 เพราะหลีกทางให้ในการมาของ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์

ต่อมาในฤดูกาล 2017-2018 โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ได้เปลี่ยนสวมหมายเลข 9 แทนหมายเลข 11 ที่มอบให้ทาง โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ปีกตัวจี๊ดที่เพิ่งย้ายมาจากสโมสรโรมาในฤดูกาลนั้น ซึ่งการย้ายเข้ามาของ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ทำให้ เฟอร์มิโน่ ลดงานของตัวเองลงไปได้อย่างมาก เพราะมีทั้ง ซาดิโอ มาเน่ และ ซาลาห์ ช่วยสร้างสรรค์เกมให้กับตัวเขาได้จบสกอร์ได้อย่างสบายๆ จนทำให้นี่กลายเป็น 3 ประสานที่น่ากลัวและหาตัวจับยากเป็นอย่างมากเลยทีเดียว จากความร้อนแรงของ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่, และโรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ที่ทำผลงานออกมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ โดยในฤดูกาลดังกล่าวนั้นพวกเขาสามารถพาสโมสร หงส์แดงลิเวอร์พูล ขึ้นมาจบในอันดับ 4 ซึ่งผลงานใน Premier League ฤดูกาลนี้ถือว่าเป็นที่ไม่ค่อยน่าพอใจสักเท่าไหร่นัก แต่ฤดูกาลดังกล่าว หงส์แดงลิเวอร์พูล สามารถเข้าไปชิงชนะเลิศในรายการฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปอย่าง  UEFA  แชมเปี้ยนส์ลีก 2017-2018 โดยการเข้าไปพบกับ ราชันชุดขาว แต่ด้วยความที่พวกเขานั้นยังไร้ประสบการณ์และอาจจะตื่นเต้นในการแข่งขันนัดสำคัญ เลยทำให้ ทัพหงส์แดง ต้องพ่ายแพ้ให้กับทาง ราชันชุดขาว ไป 3-1

เจ้าแห่งยุโรป ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่
firminio-champions-league-final
เฟอร์มิโน่ สร้างประวัติศาสตร์กับ หงส์แดง หงส์แดงลิเวอร์พูล ด้วยการคว้าแชมป์  UEFA  แชมเปี้ยนส์ลีก สมัยที่ 6 ให้กับสโมสรได้

ในฤดูกาล 2018-2019 ล่าสุดที่เพิ่งจบลงไปนั้น ถือได้ว่าเป็นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมของสโมสร หงส์แดงลิเวอร์พูล เลยก็ว่าได้ เพราะฤดูกาลที่เพิ่งผ่านมานั้น ทัพเครื่องจักรสีแดง ได้ก้าวขึ้นไปแข่งขัน Premier League  กับสโมสร เรือใบสีฟ้า ได้แบบคู่คี่และสูสีเป็นอย่างมากจนถึงขั้นฎีกาต้องแข่งขันลีกกันจนถึงการแข่งขันนัดสุดท้ายของฤดูกาลกันเลยทีเดียว แต่ท้ายที่สุดแล้ว หงส์แดงลิเวอร์พูล ก็ต้องหยุดไว้เพียงแค่อันดับที่ 2 ของตารางการแข่งขันด้วยการชนะ 30 นัด เสมอ 7 นัด และแพ้เพียง 1 นัด ซึ่งถือว่าเป็นฤดูกาลอันสุดยอดเยี่ยมของทางสโมสรและตัวของ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ เลยทีเดียว นอกจากนี้แล้วยังเป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกันที่ หงส์แดงลิเวอร์พูล สามารถเข้าไปแข่งขัน  UEFA  แชมเปี้ยนส์ลีก 2018-2019 โดย Season ที่ผ่านนี้ หงส์แดง หงส์แดงลิเวอร์พูล พบกับ ไก่เดือยทอง ท็อตแนม ฮอตท็อตแนมฯ สโมสรเพื่อนร่วมลีก ซึ่งในนัดดังกล่าว เฟอร์มิโน่ ทำผลงานออกมาได้อย่างดีแต่ก็ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกไปตามแท็กติกของกุนซืออย่าง เจอร์เก้น เยือร์เกิน คล็อพ โดยผลการแข่งขันจบไปด้วยสกอร์ 2-0 และเป็นฝ่ายของ หงส์แดงลิเวอร์พูล ที่สามารถสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์  UEFA  แชมเปี้ยนส์ลีก สมัยที่ 6 ได้สำเร็จ และนี่นับเป็นปีที่มีความยิ่งที่สุดของสโมสรลิเวอร์เลยก็ว่าได้

ทีมชาติบราซิล
firminio-brazil-copa-america
เฟอร์มิโน่ สร้างความยิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยการนำทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์ โคปา อเมริกา 2019

ในเดือน มิถุนายน 2015 เฟอร์มิโน่ ได้ถูกเรียกตัวติดทีมชาติบราซิลไปลุยในศึก โคปา อเมริกา 2015 ในฐานะตัวสำรอง ซึ่งนี่นับเป็นการถูกเรียกติดทีมชาติเป็นครั้งของตัวเขา ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีมกับสโมสรหงส์แดงลิเวอร์พูลในเกาะ England  นั่นนับเป็นจุดร่วมต้นของการติดทีมชาติของเขา จนกระทั่งการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 เฟอร์มิโน่ ได้มีชื่อติดไปทำการแข่งขันด้วย พร้อมทั้งยังได้รับโอกาสในการลงสนามอย่างไม่หยุด และยังสามารถทำประตูได้อีกด้วย ก่อนที่จะโดนหยุดความร้อนแรงไว้เพียงแค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยการพ่ายแพ้ต่อ ทีมชาติเบลเยียม 2-1 ตกรอบไปในที่สุด
ยังไงก็ตาม หลังจากที่ เฟอร์มิโน่ สามารถคว้าแชมป์  UEFA  แชมเปี้ยนส์ลีก 2019 กับสโมสร หงส์แดงลิเวอร์พูล ได้สำเร็จแล้ว เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติบราซิลอีกครั้ง เพื่อลุยศึก โคปา อเมริกา 2019 ในครั้งนี้เขาติดทีมชาติมาในฐานะตัวหลักของทีม โดยเขาสามารถทำผลออกมาได้แบบยอดเยี่ยมและยังได้รับคำชื่นชมจากกุนซือมาตลอด จนสามารถช่วยทีมเอาชนะและคว้าแชมป์ โคปา อเมริกา 2019 ไปได้แบบยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการชิงแชมป์ในบ้านเกิดของตัวเขาเอง และนี่ยังนับเป็นแชมป์ โคปา อเมริกา สมัยที่ 9 อาจจะกล่าวได้แบบง่ายๆ คือ ในซี่ซั่นนี้นับเป็นปีที่เขาสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างมากเลยทีเดียว

เกียรติประวัติ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่
firminio-trophy

หงส์แดงลิเวอร์พูล
– แชมป์  UEFA  แชมเปี้ยนส์ลีก : 2018-2019
ทีมชาติบราซิล
– แชมป์ โคปา อเมริกา : 2019

รางวัลส่วนตัว
– ประตูยอดเยี่ยมประจำเดือนของ EFA : มกราคม 2016, เมษายน 2017, มกราคม 2018, มกราคม 2018
– PFA Fans Player of the Month : มกราคม 2016
– Standard Chartered Liverpool Player of the Month : มกราคม 2016, มกราคม 2018
– Bundesliga Breakthrough of the Season : 2013-2014
– UEFA Champions League Squad of the Season : 2017-2018

นักเตะทีมชาติบราซิลย้ายมาจากฮอฟเฟ่นไฮม์ ในบุนเดสลีกาในช่วงฤดูร้อนปี 2015 และยกเครดิตสำหรับพัฒนาการอย่างมากมายในสนามให้กับเจอร์เก้น เยือร์เกิน คล็อพ ที่เข้ามาคุมทีมเมื่อสามปีที่แล้ว

เฟอร์มิโน่เชื่อว่า เขาได้พัฒนาในแง่ของทั้งคาแรกเตอร์ รวมถึงสภาพจิตใจของเขาระหว่างเกมด้วย และความกระหายที่จะคว้ำชนะอย่างแรงกล้าของเขา คือคุณลักษณะที่เกิดขึ้นในตัวนักเตะหมายเลข 9

“ผมเคยเป็นคนที่ขี้อายมากๆ มากกว่าที่ผมเป็นในขณะนี้ มันยอดเยี่ยมมากที่ผมได้ปรับปรุงในเรื่องนั้น ทุกๆวัน ผมดีขึ้นเรื่อยๆ และก็ขี้อายน้อยลง” เขากล่าวกับสกาย สปอร์ตส์

“ผมคิดว่า ผมเกิดมาพร้อมกับความกระหายที่จะนำชนะ และการให้ความสนใจกับรายละเอียด ผมเรียนรู้อย่างมากในเยอรมนี และสภาพจิตใจแบบเยอรมันก็ช่วยผมอย่างมาก มันเป็นก้าวใหญ่ในชีวิตของผม”

พูดถึงความสัมพันธ์กับเยือร์เกิน คล็อพ นักเตะวัย 27 ปีกล่าวว่า “เรากำลังทำได้ดี เราเริ่มต้นได้ดีภายใต้การคุมสโมสรของเขา และเราก็กำลังมีความฝันอันยิ่งใหญ่ เราต้องการจะทำงานให้หนักต่อไปและคว้าแชมป์”

“เราทำงานพร้อมกันมาแค่สามปี แต่มันดูเหมือนนานกว่านั้น”

“ผมมีความสุขมากภายใต้การคุมต่นสังกัดของเขา และคิดว่าเขาเป็นโค้ชที่เหลือเชื่อมาก ผมได้เรียนรู้มากมายจากเขาและนั่นก็ไม่ได้ใช้ได้แค่กับผม แต่กับทั้งทีมโดยรวม ผมคิดว่าเขาฉลาดมาก”

“ผมได้เรียนรู้มากมายจากเยือร์เกิน คล็อพ ตั้งแต่ที่เขาเข้ามา เขานำทุกสิ่งทุกอย่างมารวมกันและส่งต่อไปทั่วทั้งทีม เรากำลังทำได้ดีในขณะนี้”

หงส์แดงเก็บได้ 19 จาก 21 คะแนนเต็มใน Premier League ฤดูกาลนี้ และจะหาทางเก็บคะแนนเพื่อตอบสนองต่อความพ่ายแพ้ต่อนาโปลีในช่วงกลางอาทิตย์ เมื่อพวกเขาเจอกับ Manchester City ในวันอาทิตย์

เกมการแข่งขันในฤดูกาลที่แล้ว คือ หนึ่งในเกมที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเกมหนึ่งในฤดูกาล เมื่อหงส์แดงลิเวอร์พูลเอาชนะทีมของเป็ป กวาดิโอล่า ไป 4-3 ที่แอนฟิลด์

“มันเหลือเชื่อมาก” เฟอร์มิโน่รำลึกความหลัง “มันเป็นเกมสุดมหัศจรรย์ ซึ่งเราคว้าชัยชนะ อะดรีนาลีน, รวมถึงบรรยากาศในสนามระหว่างเกมอันสุดพิเศษเช่นนั้น มันเหลือเชื่อเสมอ มันน่าตื่นตาตื่นใจสุดๆ”

“สโมสรมีเป้าหมายที่จะคว้าถ้วยรางวัลและชนะการแข่งขันเสมอ เราเริ่มต้นได้ดีแล้ว แต่เราต้องไม่เหลิง เพราะฤดูกาลมันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น”

“เราต้องก้าวไปทีละขั้น พยายามเล่นให้ดีและเอาชนะเกม เราแค่มองไปข้างหน้าและจะรอดูว่ามันจะพาเราไปถึงจุดไหน”

ประวัติ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์

บาสเตียน ชไวสไตน์เกอร์ ห้องเครื่องมากประสบการณ์ของบาเยิร์น มิวนิค ปฏิเสธที่จะให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวคราวเชื่อมโยงกับ แมนฯ ยูฯ ยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก    ufa1688 

     โดยสองสามวันที่ผ่านมามีกระแสข่าวหนาหูว่า หลุยส์ ฟาน กัล เทรนเนอร์ปีศาจแดงต้องการดึงตัวกองกลางทีมชาติเยอรมันร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้

     ขณะเดียวกัน เป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือทีมเสือใต้ก็ออกมากล่าวว่า มิดฟิลด์วัย 30 กะรัต ต้องตัดสินอนาคตค้าแข้งด้วยตัวเอง หลังจากนักเตะเหลือสัญญากับทีมอีก 1 ปีเท่านั้น

     ปัจจุบันดาวเตะทีมอินทรีเหล็กถูกนักข่าว Sky ถามถึงโอกาสย้ายไปเล่นกับแมนฯ ยูฯในระหว่างฉลองแชมป์บุนเดสลีก้าเมื่อคืนนี้ โดยเขาก็ยิ้มรับพร้อมตอบว่า "ผมเหลือสัญญากับทีมจนถึงปี 2016 ผมดีใจนะที่คุณถามคำถามนี้ แต่ผมจะไม่เอ๋ยถึงมัน"

     ดังนี้ชไวนีพัง 1 ประตู ช่วยบาเยิร์นฯเปิดรังพิชิตไมนซ์ 2-0 ในเกมส่งท้ายฤดูด้วย

ชื่อ : บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์
 
เชื้อชาติ : เยอรมัน
 
วันเกิด : 1 สิงหาคม 1984
 
อายุ : 29 ปี
 
สถานที่เกิด : เมืองโคลเบอร์มัวร์ ประเทศเยอรมันตะวันตก
 
ส่วนสูง : 183 เซนติเมตร
 
ต้นสังกัด : บาเยิร์น มิวนิค

ตำแหน่ง : กองกลาง
ฤดู 2002–2004
ชไวน์ชไตเกอร์ เซ็นสัญญากับไบเอิร์นมิวนิก เป็นผู้เล่นทีมเยาวชนตอนวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1998[2] และสามารถเล่นผ่านเกณฑ์ของสโมสรเยาวชนของไบเอิร์นมิวนิก ในชุดเยาวชนชไวน์ชไตเกอร์ ที่มีความถนัดแข่งสกีที่เขาจึงควรตัดสินใจระหว่างการใฝ่หาอาชีพเป็นมืออาชีพในการเล่นสกีหรือหนึ่งในบอล แต่เขาก็จัดสินใจได้เล่น บอล แทน สกี ต่อมาได้รับรางวัลการแข่งขันชิงแชมป์เยาวชนเยอรมันในเดือน กรกฎาคม ค.ศ. 2002

ชไวน์ชไตเกอร์เป็นกองกลางที่ยังเหลือที่ยังสามารถเล่นบนด้านขวาให้เขามีทักษะการเลี้ยงลูกบอลที่ยอดเยี่ยมและเป็นผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงหนี กองกลาง และ กองหลัง ของข้างตรงผ่าน ชไวน์ชไตเกอร์ ยังเก่งในด้านการยิง จุดโทษ โดยส่วนใหญ่เขาชอบยิงเข้าเป็นประจำ และ เขาสามารถเล่นเป็นกองกลางป้องกันหรือเป็นคนคอยจ่ายให้เพื่อให้นร่วมทีมที่เป็น กองหน้า ในระหว่างการปรากฏตัวนัดแรกของเขาในสิบเอ็ดตำแหน่งที่เขาเล่นที่ หลังจากเพียงสองช่แวดวงฝึกอบรมกับทีมเป็นนัดแรกโดยมีผู้จัดการทีมชื่อ อ็อตมาร์ ฮิดฟิลด์ ซึ่งเขาคอยให้โอกาส ชไวน์ชไตเกอร์ เปิดตัวในฐานะผู้เล่นสำรองในช่วงช่วงหลังในศึก ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก กับ เอฟซี เลนส์ ในเดือน พฤศจิกายน ค.ศ. 2002 โดยเป็นนักเตะเยาวชนคนแรกในปี ค.ศ. 2002 ที่ได้ลงเล่นในศึกแชมเปียนส์ลีก ซึ่งในตอนเจอกับ เอฟซี เลนส์ เขาได้จ่ายบอลให้กับกองกลาง รุ่นพี่ ซึ่งคือ มาร์คัส ฟูลเลอร์ ทำประตูให้ทีมชนะเลนส์ไป 3-1 และต่อมาในเดือน ธันวาคม เขาได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นอาชีพให้กับ สโมสรบอลไบเอิร์นมิวนิก ซึ่งในตอนนั้นเขาได้เล่นให้ บาเยิร์นเพียง 14 เกม ก่อนที่จะปิดฤดู 2002-03 และต่อมาฤดู 2003-04ชไวน์ชไตเกอร์ ได้ลงเล่น 26 นัด และได้ทำประตูแรกให้กับบาเยิร์นในนัดที่เจอกับ วูลฟ์ บัวร์ก ใน เดือนกันยายน ค.ศ. 2003

ฤดู 2005–2015
ในฤดู 2005–06 บาเยิร์นได้เปิดตัวผู้จัดการทีมคนใหม่ชื่อ เฟลิกซ์ มากัท ซึ่งเขาได้เรียกให้ชไวน์ชไตเกอร์มาเป็นนักเตะคนแรกของเยาวชนที่ได้เล่นในนัดแรกในนัดที่เจอกับ โบรุสซีอาเมินเชินกลัทบัค และในนัดสุดท้ายของฤดู ชไวน์ชไตเกอร์ ได้ทำประตูในนาทีที่ 48 ให้บาเยิร์นเสมอกับดอร์ทมุนต์ ไป 3-3 ในนัดสุดท้ายของฤดู และเป็นแชมป์บุนเดิสลีกากับเดเอ็ฟเบ-โพคาล ซึ่งในฤดูนี้ ชไวน์ชไตเกอร์ ทำประตูไปได้ 3 ประตู จากการลงเล่น 42 นัด

ต่อมาสามฤดูจนถึงสิ้นปี 2007–08 ชไวน์ชไตเกอร์ปรากฏตัว 135 ครั้งในการแข่งขันทั้งหมดไบเอิร์นมิวนิกรวมทุกถ้วย (ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก, บุนเดิสลีกาและถ้วยต่าง ๆ ภายในประเทศ) ยิงได้ 10 ประตูในทุกรายการ

ตอนวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2008 ชไวน์ชไตเกอร์ติดชั้นรายชื่อผู้ทำประตูของฤดู 2008-09 โดยได้ทำไป 12 ประตู และในเดือนธันวาคม 2010 เขาได้ขยายสัญญาของเขากับบาเยิร์นจนถึงปี ค.ศ. 2016

ตอนวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 2012 ชไวน์ชไตเกอร์ นัดที่สองตอนเจอกับเรอัลมาดริด ผลออกมาเสมอ ไป 2-2 และต้องดวลจุดโทษ ชไวน์ชไตเกอร์สามารถยิงจุดโทษได้เป็นคนสุดท้ายทำให้บาเยิร์นชนะจุดโทษไป 3-1 และนัดสุดท้ายของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ กับเชลซี ในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2012 โดยผลออกมาเสมอ 1-1 โดยต้องตัดสินแชมป์ด้วยการยิงจุดโทษ ชไวน์ชไตเกอร์ยิงปีเตอร์ เช็ก ผู้รักษาประตูของเชลซีป้องกันลูกจุดโทษไว้ได้ และทำให้ทีมพลาดแชมป์ไปด้วยการแพ้จุดโทษเชลซีไป 4-3

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
จนกระทั่งสิ้นสุดบอลโลก 2014 ที่บราซิล ที่เยอรมนีได้แชมป์โลกสมัยที่ 4 และเป็นทีมชาติจากยุโรปทีมแรกที่ได้แชมป์บอลโลกที่ทวีปอเมริกาใต้ ฟิลิปป์ ลาห์ม ซึ่งเป็นกัปตันทีมได้ประกาศหยุดเล่นให้กับทีมชาติไป ชไวน์ชไตเกอร์จึงรับตำแหน่งกัปตันทีมชาติแทน และลงเล่นให้กับไบเอิร์นมิวนิกเป็นฤดูสุดท้าย และเมื่อสิ้นสุดฤดู 2014–15 ที่ไบเอิร์นมิวนิกได้แชมป์บุนเดิสลีกาอีกสมัย ชไวน์ชไตเกอร์ก็ได้ย้ายไปยังแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวประมาณ 14.4 ล้านปอนด์ (ประมาณ 700 ล้านบาท) และสัญญา 3 ปี แม้จะมีวัยถึง 31 ปีและจากนั้นก็ตาม โดยย้ายเผ่านาพร้อมกับ มอร์แกน ชเนแดร์แล็ง นักเตะชาวฝรั่งเศส ที่ย้ายมาจากเซาแทมป์ตันพร้อมกัน[3]

แต่ทว่าชไวน์ชไตเกอร์ไม่ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง เนื่องมาจากอาการบาดเจ็บกอรปกับอายุที่มาก จนกระทั่งในฤดูต่อมา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้เปลี่ยนผู้จัดการสโมสรและหัวหน้าผู้ฝึกสอนเป็นโชเซ มูรีนโย ชไวน์ชไตเกอร์ถูกสั่งให้ไปฝึกซ้อมและเล่นกับทีมชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ซึ่งถือเป็นการลดชั้น จึงถูกมองว่ามีปัญหากับมูรีนโยและอาจจะได้ย้ายสโมสรในไม่ช้า[4]

ทีมชาติ
ชไวน์ชไตเกอร์ เล่นให้กับทีมชาติเยอรมนีเป็นนัดสุดท้ายในวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 2016 ในนัดกระชับมิตรระหว่างเยอรมนีกับฟินแลนด์ ที่สนามโบรุสเซีย-พาร์ค ในเมืองเมินเชนกลัดบัค โดยเป็นกัปตันทีม [5] โดยมีพิธีอำลาจัดให้ก่อนการแข่งขัน

ริยาฎ มะห์รัซ

ufa1688 มะห์รัซเกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1991 ที่เมืองซาร์แซล ประเทศฝรั่งเศส โดยมีพ่อเป็นชาวแอลจีเรียชื่ออะห์มัด และมีแม่เป็นลูกครึ่งแอลจีเรียกับโมร็อกโกชื่อศอลิฮะฮ์ มะห์รัซมีจิตใจรักในการเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยรูปร่างที่ผอมบาง จึงถูกปฏิเสธจากสโมสรต่าง ๆ ที่ไปร่วมทดสอบตั้งแต่เด็ก ต่อมาเมื่ออายุได้ 15 ปี พ่อก็เสียชีวิตไปด้วยโรคหัวใจ แต่มะห์รัซก็ไม่เลิกล้มในการที่จะเป็นนักฟุตบอล ด้วยการฝึกฝนกับอาอาแอ็ส ซาร์แซล ในฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 ก่อนจะย้ายไปแก็งแปร์ในอีก 5 ปีถัดมา ซึ่งยังคงเป็นสโมสรในระดับสมัครเล่นของฝรั่งเศสเทียบเท่ากับดิวิชัน 4 ของอังกฤษ มะห์รัซมีสถิติลงเล่นฤดูกาลแรก 22 นัด ยิงได้ 2 ประตู

จากการเล่นกับแก็งแปร์ ทำให้มะห์รัซได้ย้ายไปอยู่กับเลออาฟวร์ แต่ลงเล่นให้กับทีมสำรองอยู่ราว 3 ปี ก่อนจะได้ขึ้นไปเล่นในชุดใหญ่ และได้เล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกในปี ค.ศ. 2013 โดยมีผลงานลงเล่นไปทั้งหมด 67 นัด รวมทุกรายการ และยิงได้ 10 ประตู ก่อนที่เลสเตอร์ซิตีจะซื้อตัวไปด้วยราคา 400,000 ปอนด์ (ราว 20 ล้านบาท) ด้วยสตีฟ วอลช์ แมวมองของเลสเตอร์ซิตีตั้งใจไปที่เลออาฟวร์เพื่อดูการเล่นของไรอัน เมนเดส แต่ปรากฏว่ามะห์รัซเล่นได้โดดเด่นกว่า โดยในระยะแรกครอบครัวของมะห์รัซไม่เห็นด้วยกับการที่จะย้ายมาเล่นในอังกฤษ เนื่องจากเห็นว่ารูปแบบการเล่นของมะห์รัซเหมาะสมกับการเล่นในสเปนมากกว่า

ฤดูกาล 2015–16
ในฤดูกาล 2015–16 มะห์รัซเล่นได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมกับเพื่อนร่วมทีมหลายคน เช่น เจมี วาร์ดี หรือเอ็นโกโล ก็องเต ส่งผลให้เลสเตอร์ซิตีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และทำให้มะห์รัซได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอมาครองด้วย ซึ่งถือว่าเป็นคนแรกของเลสเตอร์ซิตีและนักฟุตบอลชาวแอฟริกาด้วยที่ได้รับรางวัลนี้ และทำให้หลายสโมสรในระดับใหญ่ต้องการตัว เช่น บาร์เซโลนา, แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, ทอตนัมฮอตสเปอร์ หรืออาร์เซนอล

ฤดูกาล 2016–17
ก่อนเริ่มฤดูกาล 2016–17 มะห์รัซตกเป็นข่าวอย่างมากว่าจะย้ายสโมสร โดยเฉพาะจะย้ายไปอาร์เซนอล เช่นเดียวกับเจมี วาร์ดี แต่ท้ายสุดทั้งคู่ก็ยังคงอยู่กับเลสเตอร์ซิตีต่อไป ในนัดแรกของฤดูกาล เลสเตอร์เป็นฝ่ายบุกไปเยือนฮัลล์ซิตี สโมสรที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา ที่สนามเคซีสเตเดียม ซึ่งนับเป็นคู่แรกของการแข่งขันพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ และเป็นฝ่ายแพ้ไป 1-2 โดยที่มะห์รัซเป็นผู้ยิงจุดโทษให้กับสโมสรในนาทีที่ 47 ซึ่งเป็นประตูที่ทำให้เลสเตอร์ซิตีตีเสมอฮัลล์ซิตี

ไบรอัน คลัฟ

ufa1688 ไบรอัน คลัฟ (อังกฤษ: Brian Clough) อดีตผู้จัดการทีมฟุตบอลชาวอังกฤษผู้เป็นเสมือนตำนานของวงการฟุตบอลอังกฤษ มีชื่อเต็มว่า ไบรอัน โฮเวิร์ด คลัฟ (Brian Howard Clough) เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1935 ที่เมืองมิดเดิลสโบร ประเทศอังกฤษ เริ่มต้นเล่นฟุตบอลในตำแหน่งศูนย์หน้าให้กับทีมมิดเดิลสโบร ในปี ค.ศ. 1955 และได้ย้ายไปร่วมทีมซันเดอร์แลนด์ โดยมีสถิติการเล่นฟุตบอลในระดับสโมสรทั้งหมด 222 นัด ยิงได้ถึง 204 ประตู

ในระดับทีมชาติเคยติดทีมชาติอังกฤษตั้งแต่ชุดเยาวชน ทีมชาติชุดสำรอง และทีมชาติชุดใหญ่ในช่วงสั้น ๆ โดยเล่นให้เป็นจำนวน 2 นัด ในปี ค.ศ. 1959

คลัฟ เริ่มเป็นผู้จัดการทีมตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1967 หลังเลิกเล่นฟุตบอลจากปัญหาบาดเจ็บที่หัวเข่าในปี ค.ศ. 1962 โดยสร้างชื่อมาจากการเป็นผู้จัดการทีมดาร์บี เคาน์ตี และสามารถพาทีมดาร์บี เคาน์ตี ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลขนาดเล็ก คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ซึ่งเป็นแชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษ (ในขณะนั้น) ได้ในปี ค.ศ. 1971-ค.ศ. 1972 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

จากนั้น ย้ายมาคุมทีมนอตติงแฮม ฟอเรสต์ ในปี ค.ศ. 1975 และพาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ ถึง 2 สมัย ติดต่อกัน คือ ในปี ค.ศ. 1979 และ ค.ศ. 1980 นอกจากนี้แล้วยังพาทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1, ลีก คัพ และสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทำทีมไม่แพ้ทีมใดติดต่อกันนานถึง 42 นัด ซึ่งเป็นสถิติที่ยาวนานก่อนที่จะมาทำลายลงโดย ทีมอาร์เซนอลในอีกหลายปีต่อมา

อย่างไรก็ตาม คลัฟ ยังได้ชื่อว่าเป็น ผู้จัดการทีมที่มีอารมณ์ร้อนและวาทะที่ร้อนแรง จนได้รับฉายาว่า "กุนซือปากกรรไกร" โดยเฉพาะ ในปี ค.ศ. 1989 ในนัดที่ นอตติงแฮม ฟอเรสต์ เอาชนะ ทีมควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ในรายการลีก คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ คลัฟ ในฐานะผู้จัดการทีมนอตติงแฮม ฟอเรสต์ ได้วิ่งลงไปชกแฟนบอล 2 คนที่วิ่งลงมาในสนาม ซิตี กราวนด์ จนถูกทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ลงโทษด้วยการปรับเป็นเงิน 5,000 ปอนด์ (ประมาณ 375,000 บาท)

แต่ในการเป็นผู้จัดการทีมลีดส์ ยูไนเต็ด นั้น คลัฟไม่ประสบความสำเร็จเสียเลย โดยทำหน้าที่เพียง 44 วันเท่านั้น ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน ค.ศ. 1974 ตั้งแต่เมื่อเดินทางมาถึง คลัฟได้บอกให้บรรดานักฟุตบอลของทีมทิ้งถ้วยรางวัลและเหรียญตราต่าง ๆ ที่ได้มาหมดเสียเพราะได้มาด้วยการโกง อีกทั้งก่อนหน้านั้นคลัฟก็ได้เรียกร้องให้ทีมปรับผู้จัดการคนเก่า คือ ดอน เรวีส์ ทิ้งเสียเพราะทีมในขณะนั้นมีการเล่นขี้โกงจนเป็นนิสัย นั่นทำให้คลัฟไม่ได้รับการยอมรับจากนักฟุตบอล โดยมีสถิติชนะเพียงแค่นัดเดียวจากทั้งหมด 6 นัด อยู่ในอันดับ 4 จากท้ายตารางคะแนน ทั้งที่ฤดูกาลที่แล้ว ลีดส์ ยูไนเต็ด เป็นแชมป์เก่า ซึ่งในช่วงเวลานี้ถูกเรียกว่าเป็น "นรกแตก" สำหรับชีวิตของไบรอัน คลัฟ ได้เลยทีเดียว

ไบรอัน คลัฟ เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 2004 ตรงกับวันจันทร์ ที่โรงพยาบาลในเมืองดาร์บี ด้วยโรคมะเร็งที่ช่องท้อง ในวัย 69 ปี ซึ่งหลังจากการเสียชีวิตของเขา ก่อนการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ก็ได้มีการยืนไว้อาลัยให้แก่การเสียชีวิตของเขาด้วย

ไบรอัน คลัฟ ได้ชื่อว่าเป็นผู้จัดการทีมชาวอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ไม่ได้คุมทีมชาติอังกฤษ ปัจจุบัน มีประติมากรรมที่สร้างจากทองแดงเพื่อระลึกถึงเขาที่หน้าสโมสรดาร์บี เคาน์ตี และ นอตติงแฮม ฟอเรสต์ อีกทั้งมีการตั้งชื่อถนนตามชื่อของเขาเพื่อเป็นเกียรติประวัติ และในปี ค.ศ. 2009 ได้มีการสร้างภาพยนตร์ที่ว่าด้วยถึงชีวประวัติของเขา ในชื่อเรื่องว่า The Damned United นำแสดงโดย ไมเคิล ชีน

 

นีล อีเทอริดจ์

ufa1688 นีล ลีโอนาร์ด ดูลา อีเทอริดจ์ (อังกฤษ: Neil Leonard Dula Etheridge เกิดวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1990) เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวฟิลิปปินส์​ ตำแหน่งผู้รักษาประตู ปัจจุบันเล่นให้กับคาร์ดิฟฟ์ซิตีและทีมชาติฟิลิปปินส์ โดยนีล อีเทอริดจ์ เคยเป็นผู้เล่นชุดเยาวชนของสโมสรฟุตบอลเชลซี​และฟูลัม และได้ลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของฟูลัมเป็นครั้งแรกในเดือนธันวาคม​ ค.ศ.​ 2011 ในการแข่งขันยูฟ่ายูโรปาลีก​นัดที่พบกับสโมสรฟุตบอลโอเด็นเซ จากเดนิชซูเปอร์ลีกา​ แต่หลังจากนั้นเขาก็ไม่มีโอกาสได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของฟูลัมอีกเลย​ ซึ่งระหว่างปี​ ค.ศ.​ 2008 ถึง​ ค.ศ.​ 2014 หรือตลอดช่วงเวลาที่เขาอยู่กับฟูลัม ส่วนใหญ่จะถูกปล่อยตัวให้ไปเล่นกับสโมสรอื่นอย่างชาร์ลตัน​ แอทเลติก, บริสตอล​ โรเวอส์, ครูว์​ อเล็กซานดรา​ หรือแม้แต่เลเธอร์เฮด​ ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลในลีกสมัครเล่น​ ด้วยสัญญายืมตัว​

หลังหมดสัญญากับฟูลัม​ในปี​ ค.ศ.​ 2014​ อีเทอริดจ์​ย้ายไปเล่นให้กับโอลดัม แอทเลติก ในอีเอฟแอลลีกวัน แต่ก็ไม่สามารถสอดแทรกตัวเองขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้​ โดยเขาถูกส่งลงสนามแค่​ 1​ นัด​ ในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยเอฟเอ โทรฟี​ ซึ่งเป็นฟุตบอลถ้วยรายการเล็กๆที่แข่งขันกันแค่สโมสรในระดับลีกวันและลีกทู​ เขาจึงย้ายไปเล่นให้กับชาร์ลตัน​ แอทเลติกอีกครั้​ง​ หลังจากเคยถูกยืมตัวมาแล้ว​ แต่ก็ยังเป็นแค่ผู้รักษาประตูมือสองของทีม

ปี​ ค.ศ.​ 2015​ อีเทอริดจ์​ ย้ายไปเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลวอลซอลล์ในลีกวัน และได้เป็นผู้เล่นตัวจริงตลอด​ 2​ ฤดูกาลกับสโมสร​ โดยฟอร์มการเล่นของเขาได้รับความสนใจจากหลายทีม​ เมื่อหมดสัญญากับวอลซอลล์เขาจึงได้ย้ายมาเล่นให้กับคาร์ดิฟฟ์​ ซิตีที่ลงแข่งขันในอีเอฟแอลแชมเปียนชิป​แบบไม่มีค่าตัว​และเป็นผู้เล่นตัวหลักของสโมสร​ที่มีส่วนในการพาสโมสรคว้าตำแหน่งรองแชมป์อีเอฟแอลแชมเปียนชิป​ฤดูกาล​ 2017–18​ และได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก

ฤดูกาล​ 2018–19​ เอเทอริดจ์​ ที่​เป็น​ผู้รักษาประตูตัวหลักของคาร์ดิฟฟ์​ ซิตี ได้รับการบันทึกว่าเป็นผู้รักษาประตูชาวฟิลิปปินส์และเป็นชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้​คนแรกที่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก และเป็นผู้รักษาประตูจากทวีปเอเชีย​คนที่สองที่ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีกต่อจากอะลี อัลฮับซี

ดีเอโก้ โรเบร์โต้ โกดิน

ufa1688  ดีเอโก้ โรเบร์โต้ โกดิน 
วันเกิด : 16 กุมภาพันธ์ 1986 (อายุ 28)
เกิดที่ : โรซาริโอ
สัญชาติ : อุรุกวัย
ส่วนสูง : 185 ซม.
น้ำหนัก : 73 กก.
ตำแหน่ง : กองหลังตัวกลาง
สโมสรปัจจุบัน : แอต.มาดริด 
หมายเลขเสื้อ : 2

    ดีเอโก้ โกดิน เกิดที่เมือง โรซาริโอ, เจ้าตัวเริ่มต้นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรซีเอ.เซร์โร่ เมื่ออายุได้ 17 ปี และก็ฉายแววเด่นนับแต่นั้น จากนั้น โกดิน ขึ้นชั้นไปเล่นกับนิซิอองนาล ทีมระดับดิวิชั่น 1 ของอุรุกวัย พร้อมกับได้รับบาบาทหัวหน้าทีมภายในเวลาไม่นาน 

    ชื่อของ โกดิน ดังกระฉ่อนไปทั่วถึงดินแดนยุโรป ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2007 ปราการหลังดาวรุ่งในเวลนั้น ย้ายทีมไปหาความท้าทายใหม่ๆกับทีมดังในลา ลีกา กับบียาร์เรอัล พร้อมกับเซ็นสัญญยาว 5 ปี และก็ทำประตูได้ทันที หลังจากลงสนามให้ต้นสังกัดใหม่ได้แค่ 2 เกม ถึงแม้แมตช์ดังกล่าว "เรือดำน้ำสีเหลือง" จะพ่ายให้กับโอซาซูน่า 2-3 ก็ตาม 

    ทั้งนี้ โกดิน ประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับบียาร์เรอัล เพียงขวบปีแรกที่ย้ายมาร่วมทีม ด้วยการพาต้นสังกัดจบรองแชมป์ลา ลีกา ซึ่งนับเป็นสถิติที่ดีที่สุดของประวัติศาสตร์สโมสร พร้อมกับลงสนามให้ทีมถึง 24 นัด 

    โกดิน อัพเกรดตัวเองขึ้นไปอีกขั้น ภายหลังที่ย้ายมาอยู่กับทีมใหญ่กว่าอย่าง แอตเลติโก้ มาดริด ด้วยสัญญายาว 5 ปี ค่าตัวประมาณ 6.6 ล้านปอนด์ ในเดือนสิงหาคม 2010 โดยแนวรับอุรุกวัยฝากผลงานกับ "เรือดำน้ำ" ไว้ที่ 36 เกมกับ 3 ประตูู จากนั้น โกดิน เซ็นสัญญายาวอีกครั้งกับ "ตราหมี" ในปี 2013 ส่งผลให้กองหลังชื่อดังจะอยู่ยาวกับทีมไปจนถึงปี 2018 เลยทีเดียว ซึ่งโกดิน ได้ให้สัมภาษณ์ว่า "ผมมีความสุขอย่างที่สุดกับสโมสรแห่งนี้ นี่เป็นเหมือนบ้านของผม"

    ในเกมลา ลีกา นัดล่าสุด ซึ่งเป็นนัดส่งท้าย ฤดูกาล แอต.มาดริด ลงเล่นเกมชี้ชะตากับ บาร์เซโล่น่า ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2014 โดยขอแต่หนึ่งแต้มก็จะเป็นแชมป์ และก็เป็นโกดิน ที่โหม่งทำประตูให้กับ "ตราหมี" ไล่เจ๊า "บาร์ซ่า" เป็น 1-1 พร้อมกับช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี 
 

โรเบิร์ต เอิร์นชอว์

ufa1688 โรเบิร์ต เอิร์นชอว์ (อังกฤษ: Robert Earnshaw) อดีตนักฟุตบอลชาวเวลส์-แซมเบีย โดยเป็นผู้ที่ได้รับการบันทึกว่าเป็นนักฟุตบอลเพียงคนเดียวที่สามารถทำแฮตทริกได้ในการเล่นฟุตบอลอาชีพของอังกฤษในทุกระดับ ได้แก่พรีเมียร์ลีกและทั้ง 3 ดิวิชันของฟุตบอลลีก รวมถึงการยิงแฮตทริกได้ในเอฟเอคัพ, ลีกคัพและในนามทีมชาติ

โรเบิร์ต เอิร์นชอว์ เริ่มสร้างชื่อเสียงกับสโมสรฟุตบอลคาร์ดิฟฟ์ ซิตี และเคยเล่นในระดับพรีเมียร์ลีกกับสโมสรเวสต์บรอมวิช อัลเบียนและดาร์บี เคาน์ตี รวมถึงสโมสรอื่นๆในอังกฤษอย่างนอริช ซิตี, น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, แบล็คพูล นอกจากนี้ยังเคยเล่นฟุตบอลในประเทศอิสราเอลกับสโมสร มัคคาบี้ เทลอาวีฟ

ในช่วงปลายอาชีพนักฟุตบอลเอิร์นชอว์ เล่นฟุตบอลที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดาในเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ โดยเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลแวนคูเวอร์ ไวท์แคปส์ เป็นสโมสรสุดท้าย

ประวัติ
โรเบิร์ต เอิร์นชอว์ มีชื่อเล่นว่า เออร์นี เกิดวันจันทร์ที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1981 ในเขตมูฟูลิร่า จังหวัดคอปเปอร์เบลต์ สาธารณรัฐแซมเบีย เมื่อเขาอายุได้ 5 ปี ครอบครัวของเขาได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ประเทศมาลาวี โดยพ่อของเขา เดวิด เอิร์นชอว์ ทำงานเป็นผู้ใช้แรงงานในเหมืองถ่านหิน

ครอบครัวของเขาอยู่ที่มาลาวีได้ไม่กี่ปีก็ต้องย้ายถิ่นที่อยู่อีกครั้งในปลายปี ค.ศ. 1990 เมื่อพ่อของเขา เดวิด เสียชีวิตลง ริต้า เอิร์นชอว์ แม่ของเขาก็พาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่สหราชอาณาจักร โดยอาศัยอยู่ที่เมืองเบดวอส มณฑลแคร์ฟิลลี่, เวลส์

การย้ายที่อยู่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เขาต้องมาใช้ชีวิตนอกทวีปแอฟริกา และพบการใช้ชีวิตที่แตกต่างออกไปจากเดิมหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศหรือภาษา ทุกๆคนรอบตัวเขาพูดกันด้วยภาษาอังกฤษ ทำให้เขาต้องเรียนรู้และหัดพูดภาษาอังกฤษ

เอิร์นชอว์ ศึกษาในชั้นประถมที่โรงเรียนประถมเซนต์ เฮเลน และเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมคาร์ดินัล นิวแมนส์ โรมัน คาธอลิค ในเมืองพอนตี้พริดด์ และเริ่มเล่นฟุตบอลเมื่ออายุ 12 ปี โดยเข้าร่วมทีมระดับเยาวชนของท้องถิ่นลงแข่งขันฟุตบอลรายการต่างๆ

ตอตตีกับทีมชาติอิตาลี

ufa1688ทีมชาติอิตาลี ตอตตี ระหว่างเกมนัดชิง ยูโร 2000 ตอตตีลงเล่นให้ทีมชาติอิตาลีระหว่างปี 1998 ถึง 2006 โดยเป็นนักเตะที่ถูกเรียกตัวอย่างสม่ำเสมอ และมักจะได้รับเลือกให้เป็นตัวจริงของทีม เขาเล่นได้อย่างโดดเด่นในยูโร 2000 โดยพาทีมชาติเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศกับฝรั่งเศส และแม้ว่าทีมจะเป็นเพียงรองแชมป์ แต่ ตอตตี ก็ได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของนัดชิงชนะเลิศ รวมถึงเป็นหนึ่งในนักเตะทีมรวมดาราของรายการนี้ด้วย อย่างไรก็ตามในอีก 2 รายการใหญ่ถัดมาคือ ฟุตบอลโลก 2002 และ ยูโร 2004 ตอตตี ไม่สามารถแสดงผลงานได้อย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะในรายการหลัง ตอตตี มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ ถึงขั้นถ่มน้ำลายใส่หน้า คริสเตียน โพลเซ่น กองกลางทีมชาติเดนมาร์ก ทำให้เขาโดนแบนถึง 3 นัด และทีมชาติอิตาลีก็ตกรอบแรก ทำให้เขาถูกวิจารณ์อย่างหนักในฐานะเป็นนักฟุตบอลที่เป็นความหวังของทีม

อย่างไรก็ตาม ตอตตียังคงได้รับโอกาสรับใช้ชาติตามปกติ ในช่วง 3 เดือนก่อนแข่งฟุตบอลโลก 2006 ตอตตี ประสบอาการบาดเจ็บอย่างหนักจากการถูกเตะสกัดจนข้อเท้าซ้ายหัก แต่ก็ฟิตกลับมาทันเวลา และมีส่วนในการพาทีมชาติอิตาลี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก โดย ตอตตี ได้ลงเล่นครบทั้ง 7 นัด และช่วยส่งบอลให้เพื่อนทำประตู 4 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสถิติอันดับ 1 ของรายการ (ร่วมกับ ฮวน โรมัน ริเกลเม่ ของ อาร์เจนตินา) หนึ่งในช่วงเวลาสำคัญคือการยิงจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ในเกมกับ ออสเตรเลีย ในเกมรอบสอง โดย ตอตตี ยังได้รับเลือกให้ติดทีมรวมดาราของการแข่งขันหลังจบรายการนั้น

ตอตตีประกาศเลิกเล่นให้ทีมชาติไปแล้วตั้งแต่ปี 2007 และได้ทำการแขวนสตั๊ด Roma เกมสุดท้าย ต็อตติ ลงเล่นแทน โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ตั้งแต่นาที 54 สถิติในนัดสั่งลาคือ ผ่านบอล 22 ครั้งเป็นการทำทางสร้างสรรค์โอกาส 4 ครั้ง, แย่งบอลได้ 2 ครั้ง, เข้าสกัด 2 ครั้ง และเรียกฟาวล์ 1 ครั้ง

หลังจบเกม โรม่า เปิดเปิดโอกาสอดีตกองหน้าทีมชาติอิตาลี กล่าวสุนทรพจน์เปิดใจต่อหน้าสาวกเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะนักฟุตบอลอาชีพในปี 2018

เกียรติประวัติ
สโมสร
โรมา

เซเรียอา:
แชมป์: 2000-01
รองแชมป์: 2001-02, 2003-04, 2005-06, 2006-07, 2007-08, 2009-10
โกปปาอีตาเลีย:
แชมป์: 2006-07, 2007-08
รองแชมป์: 2002-03, 2004-05, 2005-06, 2009-10
ซูแปร์โกปปาอีตาเลียนา:
แชมป์: 2001, 2007
รองแชมป์: 2006, 2008, 2010
ทีมชาติอิตาลี
ฟุตบอลโลก:
แชมป์: 2006
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป:
รองแชมป์: 2000
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุต่ำกว่า 21 ปี:
แชมป์: 1996
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี:
รองแชมป์: 1995

รางวัลส่วนบุคคล
ฟีฟ่า 100 (125 นักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ เลือกโดย เปเล่)
ติดทีมรวมดารา ฟุตบอลโลก 2006
ติดทีมรวมดารา ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2000
นักฟุตบอล เซเรียอา แห่งปี:
2000, 2003
นักฟุตบอลอิตาลีแห่งปี:
2000, 2001, 2003, 2004, 2007
นักฟุตบอลดาวรุ่ง เซเรียอา แห่งปี:
1999
นักฟุตบอล เซเรียอา แห่งปีของ เกริน โดโร่:
1998, 2004
ดาวซัลโวสูงสุด เซเรียอา:
2006-07
ดาวซัลโวสูงสุดยุโรป (รองเท้าทองคำยุโรป):
2007
นักฟุตบอลแฟร์เพลย์แห่งปี เซเรียอา (ลูกบอลเงิน):
2007-08
โกลเด้นฟุต (เท้าทองคำ):
2010

ตอตตีกับทีมเยาวชน

ufa1688 นักเตะทีมเยาวชน ตอตตีเกิดและโตในย่านปอร์ตาเมโตรเนียของกรุงโรม เขาเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 4 ขวบ โดยมีนักฟุตบอลที่ชื่นชอบและเป็นแรงบันดาลใจในการเล่นคือ จูเซปเป จันนีนี ที่ถูกยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของทีมโรมาในเวลานั้น ในช่วงก่อนเข้าสู่อาชีพนักฟุตบอล ตอตตีเคยเข้าร่วมทีมเยาวชนของสมิตตรัสเตเวเรและโลดีจานี ก่อนจะมีโอกาสได้มาอยู่กับทีมเยาวชนโรมาในปี 1989 โดยในช่วงเวลานั้นมีทีมใหญ่ระดับโลกอย่างมิลานให้ความสนใจและยื่นข้อเสนอมายังตอตตีด้วย แต่เนื่องจากครอบครัวต้องการให้เขาอยู่กับทีมในบ้านเกิด จึงปฏิเสธทางมิลานและเลือกมาอยู่กับโรมาแทน

โรมา
ตอตตีลงเล่นในทีมเยาวชนของโรมา อยู่ 3 ปี จึงได้เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับสโมสรในปี 1992 และได้ลงเล่นเป็นตัวหลักของทีมในปี 1994 ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมในปี 1997 ในวัยเพียง 20 ปี ซึ่งถือว่าเป็นกัปตันทีมที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีม เขามีส่วนในการพาทีมคว้าแชมป์อิตาลี หรือ สคูเด็ตโต้ ในปี 2001 โดยลงเล่นไป 30 นัด และยิงได้ 13 ประตู จากความโดดเด่นในการเล่น และการเป็นชาวโรมันโดยกำเนิด ทำให้ ตอตตี ได้รับการยกย่องจากแฟนบอล โรมา ให้เป็นนักเตะสัญลักษณ์ของทีมมาจนถึงปัจจุบัน

ในฐานะกัปตันทีม ตอตตีคือนักเตะที่มีโอกาสสัมผัสถ้วยรางวัลกับทีมมากที่สุด นอกเหนือจากการได้แชมป์อิตาลี ยังมีแชมป์โคปปา อิตาเลีย และ ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียนา อย่างละ 2 ครั้ง และในฐานะส่วนบุคคล ตอตตี ได้รับรางวัลนักฟุตบอลแห่งปีของอิตาลี 5 สมัย ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาล รวมถึงรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของ เซเรียอา 2 สมัย ก็เป็นสถิติสูงสุด (ร่วมกับ กาก้า และ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช) เช่นกัน

หนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในแง่ส่วนบุคคลของตอตตี คือในฤดูกาล 2006-07 โดยเขายิงไป 26 ประตูในเซเรียอา ทำให้เขาคว้ารางวัลดาวซัลโวของ อิตาลี และของยุโรป แม้ว่าตลอดระยะเวลาลงเล่นอาชีพ ตอตตี จะประสบกับอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยครั้ง แต่เขาก็ยังเป็นเจ้าของสถิติลงเล่น และทำประตูมากที่สุดตลอดกาลของทีม ปัจจุบัน ตอตตี ลงเล่นให้ โรมา ในทุกรายการไป 605 นัด และยิงได้ 259 ประตู (นับเฉพาะในลีก ลงเล่น 469 นัด และยิงได้ 204 ประตู)

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2009 ตอตตีออกมาเปิดเผยว่าเขาได้เซ็นสัญญาฉบับใหม่ระยะยาว 5 ปีกับโรมา โดยสัญญาจะหมดในปี 2014 และมีเงื่อนไขให้เขารับตำแหน่งผู้อำนวยการของทีมต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปี หลังจากที่เขาตัดสินใจเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพไปแล้ว หาก ตอตตี อยู่กับทีมจนครบข้อตกลงดังกล่าว เท่ากับว่าเขาจะใช้ชีวิตอยู่กับ โรมา นานถึง 30 ปีเลยทีเดียว ซึ่งทางสโมสรได้ออกมาแถลงเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวอย่างเป็นการทางในวันที่ 16 ธันวาคม 2009

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2011 ตอตตีทำได้ 2 ประตู ในเกมที่เสมอกับฟิออเรนตีนา 2-2 ทำให้เขากลายเป็นนักฟุตบอลคนที่ 6 ในประวัติศาสตร์ถัดจากซิลวีโอ ปีโอลา, กุนนาร์ นอร์ดาห์ล, จูเซปเป เมอัซซา, โชเซ่ อัลตาฟีนี และ โรแบร์โต้ บัจโจ ที่สามารถทำประตูใน เซเรียอา ได้ครบ 200 ประตู หลังจากนั้น ตอตตี ก็ยังคงทำประตูอย่างต่อเนื่องมาเรื่อยๆ กระทั่งถึงวันที่ 17 มีนาคม 2013 เขาสามารถยิงประตูได้ถึง 226 ประตูในลีก ทำสถิติเป็นนักเตะที่ยิงประตูได้สูงสุดของ เซเรียอา เป็นอันดับ 2 ตลอดกาล